counter 1,665

Perth Royal Show

ตื่นเช้ามาแปดโมง ก็รีบอาบน้ำแต่งตัวขึ้นไปกินอาหารเช้า
Diana ทำไข่คนให้กินกับขนมปัง
ระหว่างกินไป Diana ก็ดูตื่นเต้นที่จะไปส่งเรากับ Jessica ไป Perth Royal Show
ยังไม่พอ Diana เล่าว่า Jessica ก็ตื่นเต้นที่จะได้ไป
แต่เอ........ทำไมเราไม่ค่อยตื่นเต้นอ่ะ

ออกจากบ้าน11 โมง Diana ขับรถไปส่ง วันนี้ได้นั่งรถเปิดประทุนด้วย
Diana ใจดีให้ยืมหมวก ไม่งั้นกว่าจะไปถึงมีหวังหัวกระจุย
เมื่อวานดูพยากรณ์อากาศ เห็นบอกว่าวันนี้แดดออก
แต่ไหงพอออกจากบ้านแล้ว ฟ้าครึ้ม ๆ เมฆเยอะ ๆ ยังไงก็ไม่รู้
ภาวนาอย่างเดียวว่าอย่าให้ฝนตกเลย ไม่งั้นเที่ยวไม่สนุกแน่

ขับรถไปเกือบถึง Showground Jessica ก็ลงไปกด ATM
ตอนเรานั่งรออยู่ในรถ Diana ก็ถามว่า เอาหนังสือ แผนที่เกี่ยวกับงานมาหรือเปล่า
เหอ.............ไม่ได้เอามา นึกว่า Jessica หยิบมา
แต่พอถาม Jessica เค้าก็ว่า ลืมหยิบ ตกลงเลยต้องวนรถกลับไปเอาหนังสือที่บ้านใหม่อีกรอบ

งงหล่ะสิว่าทำไมเที่ยวงานแล้วต้องมีหนังสือ
คืองานมันเป็นงานใหญ่ ถ้าเทียบขนาด ก็คงพอ ๆ กับงานกาชาดที่สวนอัมพรอ่ะ หรือไม่ก็ใหญ่กว่า
ในหนังสือ ไม่ได้บอกแค่แผนที่ แต่บอกด้วยว่าเวลาไหนมีการแสดงอะไร

Perth Royal Show เป็นงานใหญ่มากของที่นี่
ส่วนใหญ่จะเป็นการออกงานของพวกฟาร์มที่เอาผลผลิตมาให้ดู
ก็มีทั้งสัตว์แล้วก็ผลผลิตทางการเกษตรนั่นแหละ
แต่ก็ไม่ได้มีแค่นั้น มันมีการประกวดสัตว์ด้วย เหมือนที่เคยเห็นในหนังนั่นแหละ
มีทั้งหมา นก ไก่ แกะ วัว ไปจนถึงการแข่งขันหมาต้อนแกะอ่ะ

ไปถึงงานก็เกือบเที่ยง จ่ายค่าเข้าไป 22 เหรียญ
อย่างแรกที่เข้าไปเจอ ก็จะเป็นการแสดงสัตว์ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นแพะ แกะ หมู
สัตว์พวกนี้จะอยู่ในคอกไม้เตี้ย ๆ แต่มีอยู่คอกนึง เค้าให้เด็ก ๆ เข้าไปจับได้ด้วย
มาคอกแรกก็ประทับใจแล้ว บ้านเราไม่เคยมีอ่ะ พอเห็นไรก็ตื่นตาตื่นใจไปหมด

เดินต่อไป จะเห็นเป็นเครื่องเล่นของเด็ก อย่างพวกม้าหมุนอ่ะ
แล้วก็มีบูตขาย showbags เห็นแล้วอยากจะปรี่เข้าไปดู
แต่ Jessica บอกไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่า จะค่อยซื้อกันช่วงทุ่มถึงสามทุ่มหน่ะ
เพราะเค้าจะรอดูพลุตอนสามทุ่มแล้วค่อยกลับบ้าน
เราเลยได้แต่แอบมองเป็นระยะ ๆ ว่ามันมีอะไรที่ไหนบ้าง

Showbags มันก็คือของที่เค้าเอาหลาย ๆ อย่างมารวมใส่ถุงขายอ่ะ
ซึ่งถ้าคิดมูลค่าของในถุงแล้ว มันจะถูกกว่าซื้อแยกตามปกติ
เราแอบมี list ของ showbags ที่อยากได้ไว้เพียบ ส่วนใหญ่จะเป็นขนมเด็ก ๆ
คิดรวม ๆ แล้วมันก็ 100 เหรียญอ่ะ โอ้ว.........เยอะนะนั่น แต่เอาเหอะ ครั้งหนึ่งในชีวิต

ระหว่างวันก็เดินดูตามซุ้มไปเรื่อย ดูสัตว์ที่ประกวดแล้วก็ดูการแสดง
อาหารกลางวันมื้อนี้เลยได้กิน Red Rooster
ที่เราสั่งมันเป็น chicken rolls มันก็คล้าย ๆ ขนมปังฮอตดอกอ่ะ แต่ข้างในเป็นเศษไก่กับมายองเนส
ขอย้ำว่าเหมือนเศษไก่มาก เพราะมันเป็นไก่ฉีก ๆ อ่ะ
ลองจินตนาการว่ากินไก่ KFC แล้วพอจะกินเนื้อตรงที่ติดกระดูกต้องเลาะออกมา นั่นแหละ ตรงนั้นเลย
นั่งกินไปดูการแสดงจักรยานผาดโผน แล้วก็การแสดงม้าที่สนามใหญ่
สนามที่นั่งดูใหญ่พอควร ซึ่งปกติเค้าคงเอาไว้ดูบอล หรือไม่ก็แข่งม้าอ่ะ
อากาศเริ่มร้อน แดดเริ่มออก โอ้ว ต้องถอดเสื้อหนาวเลย ไม่ไหวแล้ว
แต่ยังโชคดีนะที่มีแว่นกันแดด นี่ยังคิดไม่ออกเลยว่าจะเป็นยังไงถ้ามาที่นี่ยังไม่มีแว่นกันแดด

บ่ายสองจะมีการแสดงที่ Jessica อยากดู
มันเป็น Kylie show ต้องเสียค่าเข้า 6 เหรียญ
ไปซื้อบัตรแล้วก็ยืนรอตั้งแต่บ่ายโมงสี่สิบ เพราะ Jessica กลัวว่าจะไม่ได้นั่งที่ดี ๆ
ฝรั่งเนี่ยมันไม่ได้ตรงเวลากันทุกคนนะ (ดูอย่าง BD ดิ อิอิ ไปไงมาไงโดพาดพิงเฉยเลย)
คือการแสดงกว่าจะเริ่ม ก็บ่ายสองสิบห้าแล้ว
โชว์นี้เป็นเหมือนโชว์เลียนแบบการแสดงคอนเสิร์ตของ Kylie Minogue บวกกันการเดินแฟชั่นโชว์
จะว่าไปแล้วมันก็น่าเบื่อเหมือนกัน แต่เอาเหอะ รู้จักตั้งสองเพลง แถมคนร้องเสียงดี ร้องดี ให้อภัย
Jessica บอกว่า มันไม่ดีอย่างที่คิด แถมเวลารอมากกว่าเวลาแสดงอีก
ก็นะ การแสดงมันแค่ 30 45 นาทีเอง สั้นกว่าที่เราคิดไว้เยอะมาก แต่ก็ดีนะ ยาวกว่านี้คงคิดว่าเสียเวลาดู

ดูโชว์เสร็จก็ไปดูบูตใหม่ เห็น Jessica บอกว่าเพิ่งมีปีนี้
มันเป็นการแสดงเกี่ยวกับ Indonesia อ่ะ
คือคนที่นี่เค้าชอบไป Bali กัน แถมคนอินโดที่อยู่ใน Perth ก็มากอยู่
ในนั้นไม่มีไรมาก จะเห็นเป็นเรื่องเป็นราวหน่อยก็เหมือนจะมีการเต้นแบบอินโด
เห็นมีเครื่องดนตรีประจำชาติวางตั้งอยู่ มีชิ้นนึงเหมือนฆ้องบวกกับระนาดบ้านเรา
คือมันเป็นลูกฆ้องวง แต่รางไม่ได้เป็นวงอ่ะ มันเป็นรางตรง ๆ เหมือนของไทยแหละ
ไม่มีไรน่าสนใจ เดินต่อไป................

ระหว่างทาง Jessica ได้เสื้อกับกางเกงอยู่บ้านมาสองชุด
เห็นบอกว่าปีก่อนก็ได้ที่นี่แหละ มันถูก ตัวละ 15 เหรียญเอง
(อย่าคิดเป็นเงินไทยเด็ดขาด ไม่งั้นจะบอกว่าเนี่ยถูกแล้วเหรอ!!!!)
เราอาสาเอาใส่เป้แบกให้ จะได้ไม่ต้องถือให้หนัก
(แต่แบกไปสักพักก็หนักอ่ะ แต่ไม่มาก เลยไม่ได้บอก Jessica ให้ช่วยถือ อิอิ)

ที่ประทับใจของตอนบ่าย ก็มีที่ได้ดูโชว์ตัดขนแกะอ่ะ
มีสองคนตัด คนนึงเป็นเด็กหนุ่มใช้กรรไกร คงเป็นการตัดแบบโบราณ
อีกคนเป็นคนแก่หน่อย ใช้แบตเตอเลี่ยน เห็นแล้วก็สงสารแกะ ตัวเกรียนเลย
(เห็นแล้วนึกถึงคอนเน่ที่บ้านเวลาถูกตัดขน)

อีกโชว์นึงสนุกมากกกก เป็นโชว์หมาต้อนแกะ
คือเค้าจะมีการแข่งอ่ะ เค้าเลยเอามาโชว์ว่าหมาต้องทำอะไรบ้าง
มันก็จะเป็นการต้อนแกะเข้ากรง แต่มีอยู่อันมันยากตรงที่กรงมันพอดีแกะ 20 ตัว
ถ้าแกะยืนห่าง มันก็จะเข้าไปไม่หมด เราเลยได้เห็นลีลาหมากระโดดข้าม เหยียบหัวแกะ
เท่านั้นยังไม่พอ มีการโชว์ของลูกหมาที่เค้าเพี่งฝึกต้อนแกะอ่ะ
ลูกหมาเนี่ย ตัวยังไม่ถึงขาแกะเลย คิดถึงขนาดของชิตสุแล้วกัน
นั่นแหละ........ตัวเท่านั้นต้อนแกะเข้ากรง คิดดูว่ามันจะขำแค่ไหน

จากนั้นเดินผ่าน เครื่องเล่นอย่างพวก fun park อ่ะ
เราอยากเล่นอยู่หลายอัน แต่ Jessica เค้าไม่ชอบเล่น เราเลยไม่ขัด
คิดอีกทีดีเหมือนกัน เพราะเครื่องเล่นแต่ละอย่าง 8-10 เหรียญทั้งนั้นเลย เปลืองอ่ะ เปลือง.....

เดินผ่านเครื่องเล่นมา ก็ไปขึ้น carlift
มองจาก carlift ก็จะเห็นทั้งหมดของงานจากมุมสูง
ได้เห็นเครื่องเล่น ได้เห็นว่างานนี้มันใหญ่ขนาดไหน
แล้วก็อีกอย่างที่ชอบคือ เราได้มีโอกาสเห็นรุ้งกินน้ำด้วย สวยเหลือเกิน รุ้งกินน้ำบนฟ้าใส ๆ แบบนี้

หกโมงมีการแข่งวงตนตรี ถ้าเป็นบ้านเราก็เรียกว่า Coke music award
การแสดงก็ช้าตามเคย เพราะมีปัญหากับการเซ็ตเครื่องดนตรี
แต่วงเล่นดีนะ ยังเด็กอยู่เลย ดูแล้วอายุไม่น่าเกิน 15 แต่เล่นมันมากกกกกก

ดูได้วงเดียวก็เดินออกมา เพราะ Jessica คงกลัวเราไม่ได้ showbags ตามที่ต้องการ
แต่เค้าหิวอ่ะ เลยเดินไปซื้อข้าวโพดมากิน เห็น Jessica อยากกินมากมาย
ข้าวโพดที่นี่เหมือนข้าวโพดฝักละ 15 บาทบ้านเราแหละ
จะต่างกันตรงที่เค้ามีทาเนยสารพัด อย่างเช่น garlic butter, chilli butter
เราเลยลอง chilli butter โอ้ว........แปลกดี เผ็ด ๆ แต่ก็นะกินครั้งเดียวแหละ เพราะราคา 3.5 เหรียญ
นี่คงเป็นข้าวโพดที่แพงที่สุดที่เคยกินมา

จากนั้นก็เริ่มมองหาอาหารเย็น เกี่ยงกันอ่ะไม่มีใครยอมเลือก
เราก็ไม่รู้จะกินไร พอหันไปเห็น twisted chips เลยบอกว่าลองอันนี้แล้วกัน เห็นคนเยอะ
มันก็คือมันฝรั่งทอดเป็นเส้นยาว ๆ อ่ะ จะว่าไปแล้วมันก็เลี่ยนอยู่ ไม่อร่อยอย่างที่คิด

กินเสร็จก็เริ่มเดินซื้อ showbags แล้ว
เราก็เหมือนเด็ก เลยไปแล้วก็บอก Jessica แล้วเค้าก็บอกคนขายให้
ตอนแรกเรายังไม่หยิบ list หรอกกะดูไปเรื่อย ๆ ไง
แต่ Jessica คงไม่อยากเดินนาน บอกว่าเอา list มาเดี๋ยวซื้อตาม list นี้เลย
โอ้ว.........บางอย่างเห็นแล้วไม่อยากซื้อและ แพงอ่ะ มันแค่อมยิ้มกับท๊อฟฟี่ไม่กี่ชิ้น
แต่ที่ว่าไม่ซื้อก็ได้มาทั้งหมดเกือบสิบถุงนั่นแหละ

จะมีอยู่อย่างนึง คือ ช๊อคโกแลต Whittakers
เดินหากันอยู่นาน ถามใครก็ไม่มีใครรู้ว่าขายที่ไหน
จน Jessica ต้องเปิดหนังสือ ดูโฆษณาว่ามันอยู่ที่ไหน
ตอนแรกเกรงใจอ่ะ กะว่าถ้าหาไม่เจอก็ไม่เอาแล้ว
แต่ Jessica ดิ คงกลัวเราไม่ได้ของทั้งหมดที่ยากได้ พยายามหาให้ซะ กว่าจะเจอก็เล่นเอาเหนื่อย

รู้แล้วว่าทำไม Jessica ถึงให้ซื้อ showbags ท้ายสุด
เพราะนี่ขนาดถือแค่สองชั่วโมงนะ ไหล่จะหลุด
สรุปแล้วได้มา 10 ถุงพอดี เต็มไม้เต็มมือ เสียไปทั้งหมด 107 เหรียญ โอ้ว................

สองทุ่มกว่าพยายามหาที่นั่ง แต่ก็หาไม่ได้
Jessica เลยคิดว่าเดี๋ยวจะไปยืนดูพลุใกล้ ๆ ทางออกที่ Diana จะมารับ
เพราะถ้ารองานเลิกแล้วค่อยเดินไปเนี่ย คงจะเสียเวลา Diana ที่ต้องรอ
ตอนแรกเราคิดว่าคนจะดูไม่เยอะ แต่ที่ไหนได้ ถ้ากะประมาณแล้ว ก็น่าจะเป็นหมื่นอยู่

โชคไม่ดีตรงที่ระหว่างรอดูพลุ ฝนตกคะ
หาที่หลบไม่ได้ก็ยืนตากฝนไป ร่มก็ไม่ได้เอามา เมื่อยก็เมื่อย
แต่ดีอย่างฝนที่นี่ ตกไม่หนักเหมือนบ้านเรา แล้วพอนึกจะหยุด มันก็หยุดซะงั้น เลยไม่เปียกกันมากนัก

สามทุ่มการแสดงพลุเริ่มขึ้น
สวยนะ สวยดีเหมือนกัน แต่ห้ามเทียบกับงานฉลองครองราชย์ 80 ปีนะ เทียบไม่ติด
เรามีโอกาสได้ถ่ายคลิปวีดีโอมา เดี๋ยวเอาไปอวด..........

กลับบ้านด้วยความเหนื่อยล้า ถึงบ้านก็เกือบสี่ทุ่ม
แต่โชคดีที่ Diana ไปรับกลับ ยังคิดไม่ออกเลยว่า ถ้าต้องกลับรถไฟแล้วแบก showbags จะเป็นยังไง
กลับมาก็ต้องอวด Diana ว่าได้อะไรกลับมาบ้าง
คือมันเหมือนเป็นธรรมเนียมของบ้านเลย มีไรต้องโชว์ อย่างถ้าถ่ายรูปมาก็โชว์เค้า เล่าให้เค้าฟัง

กว่าจะได้กลับเข้าห้องก็เกือบห้าทุ่ม พรุ่งนี้ต้องตื่นเช้าอีก
แต่ก็ยังไม่วายที่จะดู showbags ทั้งหมดที่ซื้อมา แล้วก็งงกับตัวเองว่า ซื้อไรมาเนี่ย!!!!!!!!!!!

Perth Royal Show

ตื่นเช้ามาแปดโมง ก็รีบอาบน้ำแต่งตัวขึ้นไปกินอาหารเช้า
Diana ทำไข่คนให้กินกับขนมปัง
ระหว่างกินไป Diana ก็ดูตื่นเต้นที่จะไปส่งเรากับ Jessica ไป Perth Royal Show
ยังไม่พอ Diana เล่าว่า Jessica ก็ตื่นเต้นที่จะได้ไป
แต่เอ........ทำไมเราไม่ค่อยตื่นเต้นอ่ะ

ออกจากบ้าน11 โมง Diana ขับรถไปส่ง วันนี้ได้นั่งรถเปิดประทุนด้วย
Diana ใจดีให้ยืมหมวก ไม่งั้นกว่าจะไปถึงมีหวังหัวกระจุย
เมื่อวานดูพยากรณ์อากาศ เห็นบอกว่าวันนี้แดดออก
แต่ไหงพอออกจากบ้านแล้ว ฟ้าครึ้ม ๆ เมฆเยอะ ๆ ยังไงก็ไม่รู้
ภาวนาอย่างเดียวว่าอย่าให้ฝนตกเลย ไม่งั้นเที่ยวไม่สนุกแน่

ขับรถไปเกือบถึง Showground Jessica ก็ลงไปกด ATM
ตอนเรานั่งรออยู่ในรถ Diana ก็ถามว่า เอาหนังสือ แผนที่เกี่ยวกับงานมาหรือเปล่า
เหอ.............ไม่ได้เอามา นึกว่า Jessica หยิบมา
แต่พอถาม Jessica เค้าก็ว่า ลืมหยิบ ตกลงเลยต้องวนรถกลับไปเอาหนังสือที่บ้านใหม่อีกรอบ

งงหล่ะสิว่าทำไมเที่ยวงานแล้วต้องมีหนังสือ
คืองานมันเป็นงานใหญ่ ถ้าเทียบขนาด ก็คงพอ ๆ กับงานกาชาดที่สวนอัมพรอ่ะ หรือไม่ก็ใหญ่กว่า
ในหนังสือ ไม่ได้บอกแค่แผนที่ แต่บอกด้วยว่าเวลาไหนมีการแสดงอะไร

Perth Royal Show เป็นงานใหญ่มากของที่นี่
ส่วนใหญ่จะเป็นการออกงานของพวกฟาร์มที่เอาผลผลิตมาให้ดู
ก็มีทั้งสัตว์แล้วก็ผลผลิตทางการเกษตรนั่นแหละ
แต่ก็ไม่ได้มีแค่นั้น มันมีการประกวดสัตว์ด้วย เหมือนที่เคยเห็นในหนังนั่นแหละ
มีทั้งหมา นก ไก่ แกะ วัว ไปจนถึงการแข่งขันหมาต้อนแกะอ่ะ

ไปถึงงานก็เกือบเที่ยง จ่ายค่าเข้าไป 22 เหรียญ
อย่างแรกที่เข้าไปเจอ ก็จะเป็นการแสดงสัตว์ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นแพะ แกะ หมู
สัตว์พวกนี้จะอยู่ในคอกไม้เตี้ย ๆ แต่มีอยู่คอกนึง เค้าให้เด็ก ๆ เข้าไปจับได้ด้วย
มาคอกแรกก็ประทับใจแล้ว บ้านเราไม่เคยมีอ่ะ พอเห็นไรก็ตื่นตาตื่นใจไปหมด

เดินต่อไป จะเห็นเป็นเครื่องเล่นของเด็ก อย่างพวกม้าหมุนอ่ะ
แล้วก็มีบูตขาย showbags เห็นแล้วอยากจะปรี่เข้าไปดู
แต่ Jessica บอกไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่า จะค่อยซื้อกันช่วงทุ่มถึงสามทุ่มหน่ะ
เพราะเค้าจะรอดูพลุตอนสามทุ่มแล้วค่อยกลับบ้าน
เราเลยได้แต่แอบมองเป็นระยะ ๆ ว่ามันมีอะไรที่ไหนบ้าง

Showbags มันก็คือของที่เค้าเอาหลาย ๆ อย่างมารวมใส่ถุงขายอ่ะ
ซึ่งถ้าคิดมูลค่าของในถุงแล้ว มันจะถูกกว่าซื้อแยกตามปกติ
เราแอบมี list ของ showbags ที่อยากได้ไว้เพียบ ส่วนใหญ่จะเป็นขนมเด็ก ๆ
คิดรวม ๆ แล้วมันก็ 100 เหรียญอ่ะ โอ้ว.........เยอะนะนั่น แต่เอาเหอะ ครั้งหนึ่งในชีวิต

ระหว่างวันก็เดินดูตามซุ้มไปเรื่อย ดูสัตว์ที่ประกวดแล้วก็ดูการแสดง
อาหารกลางวันมื้อนี้เลยได้กิน Red Rooster
ที่เราสั่งมันเป็น chicken rolls มันก็คล้าย ๆ ขนมปังฮอตดอกอ่ะ แต่ข้างในเป็นเศษไก่กับมายองเนส
ขอย้ำว่าเหมือนเศษไก่มาก เพราะมันเป็นไก่ฉีก ๆ อ่ะ
ลองจินตนาการว่ากินไก่ KFC แล้วพอจะกินเนื้อตรงที่ติดกระดูกต้องเลาะออกมา นั่นแหละ ตรงนั้นเลย
นั่งกินไปดูการแสดงจักรยานผาดโผน แล้วก็การแสดงม้าที่สนามใหญ่
สนามที่นั่งดูใหญ่พอควร ซึ่งปกติเค้าคงเอาไว้ดูบอล หรือไม่ก็แข่งม้าอ่ะ
อากาศเริ่มร้อน แดดเริ่มออก โอ้ว ต้องถอดเสื้อหนาวเลย ไม่ไหวแล้ว
แต่ยังโชคดีนะที่มีแว่นกันแดด นี่ยังคิดไม่ออกเลยว่าจะเป็นยังไงถ้ามาที่นี่ยังไม่มีแว่นกันแดด

บ่ายสองจะมีการแสดงที่ Jessica อยากดู
มันเป็น Kylie show ต้องเสียค่าเข้า 6 เหรียญ
ไปซื้อบัตรแล้วก็ยืนรอตั้งแต่บ่ายโมงสี่สิบ เพราะ Jessica กลัวว่าจะไม่ได้นั่งที่ดี ๆ
ฝรั่งเนี่ยมันไม่ได้ตรงเวลากันทุกคนนะ (ดูอย่าง BD ดิ อิอิ ไปไงมาไงโดพาดพิงเฉยเลย)
คือการแสดงกว่าจะเริ่ม ก็บ่ายสองสิบห้าแล้ว
โชว์นี้เป็นเหมือนโชว์เลียนแบบการแสดงคอนเสิร์ตของ Kylie Minogue บวกกันการเดินแฟชั่นโชว์
จะว่าไปแล้วมันก็น่าเบื่อเหมือนกัน แต่เอาเหอะ รู้จักตั้งสองเพลง แถมคนร้องเสียงดี ร้องดี ให้อภัย
Jessica บอกว่า มันไม่ดีอย่างที่คิด แถมเวลารอมากกว่าเวลาแสดงอีก
ก็นะ การแสดงมันแค่ 30 45 นาทีเอง สั้นกว่าที่เราคิดไว้เยอะมาก แต่ก็ดีนะ ยาวกว่านี้คงคิดว่าเสียเวลาดู

ดูโชว์เสร็จก็ไปดูบูตใหม่ เห็น Jessica บอกว่าเพิ่งมีปีนี้
มันเป็นการแสดงเกี่ยวกับ Indonesia อ่ะ
คือคนที่นี่เค้าชอบไป Bali กัน แถมคนอินโดที่อยู่ใน Perth ก็มากอยู่
ในนั้นไม่มีไรมาก จะเห็นเป็นเรื่องเป็นราวหน่อยก็เหมือนจะมีการเต้นแบบอินโด
เห็นมีเครื่องดนตรีประจำชาติวางตั้งอยู่ มีชิ้นนึงเหมือนฆ้องบวกกับระนาดบ้านเรา
คือมันเป็นลูกฆ้องวง แต่รางไม่ได้เป็นวงอ่ะ มันเป็นรางตรง ๆ เหมือนของไทยแหละ
ไม่มีไรน่าสนใจ เดินต่อไป................

ระหว่างทาง Jessica ได้เสื้อกับกางเกงอยู่บ้านมาสองชุด
เห็นบอกว่าปีก่อนก็ได้ที่นี่แหละ มันถูก ตัวละ 15 เหรียญเอง
(อย่าคิดเป็นเงินไทยเด็ดขาด ไม่งั้นจะบอกว่าเนี่ยถูกแล้วเหรอ!!!!)
เราอาสาเอาใส่เป้แบกให้ จะได้ไม่ต้องถือให้หนัก
(แต่แบกไปสักพักก็หนักอ่ะ แต่ไม่มาก เลยไม่ได้บอก Jessica ให้ช่วยถือ อิอิ)

ที่ประทับใจของตอนบ่าย ก็มีที่ได้ดูโชว์ตัดขนแกะอ่ะ
มีสองคนตัด คนนึงเป็นเด็กหนุ่มใช้กรรไกร คงเป็นการตัดแบบโบราณ
อีกคนเป็นคนแก่หน่อย ใช้แบตเตอเลี่ยน เห็นแล้วก็สงสารแกะ ตัวเกรียนเลย
(เห็นแล้วนึกถึงคอนเน่ที่บ้านเวลาถูกตัดขน)

อีกโชว์นึงสนุกมากกกก เป็นโชว์หมาต้อนแกะ
คือเค้าจะมีการแข่งอ่ะ เค้าเลยเอามาโชว์ว่าหมาต้องทำอะไรบ้าง
มันก็จะเป็นการต้อนแกะเข้ากรง แต่มีอยู่อันมันยากตรงที่กรงมันพอดีแกะ 20 ตัว
ถ้าแกะยืนห่าง มันก็จะเข้าไปไม่หมด เราเลยได้เห็นลีลาหมากระโดดข้าม เหยียบหัวแกะ
เท่านั้นยังไม่พอ มีการโชว์ของลูกหมาที่เค้าเพี่งฝึกต้อนแกะอ่ะ
ลูกหมาเนี่ย ตัวยังไม่ถึงขาแกะเลย คิดถึงขนาดของชิตสุแล้วกัน
นั่นแหละ........ตัวเท่านั้นต้อนแกะเข้ากรง คิดดูว่ามันจะขำแค่ไหน

จากนั้นเดินผ่าน เครื่องเล่นอย่างพวก fun park อ่ะ
เราอยากเล่นอยู่หลายอัน แต่ Jessica เค้าไม่ชอบเล่น เราเลยไม่ขัด
คิดอีกทีดีเหมือนกัน เพราะเครื่องเล่นแต่ละอย่าง 8-10 เหรียญทั้งนั้นเลย เปลืองอ่ะ เปลือง.....

เดินผ่านเครื่องเล่นมา ก็ไปขึ้น carlift
มองจาก carlift ก็จะเห็นทั้งหมดของงานจากมุมสูง
ได้เห็นเครื่องเล่น ได้เห็นว่างานนี้มันใหญ่ขนาดไหน
แล้วก็อีกอย่างที่ชอบคือ เราได้มีโอกาสเห็นรุ้งกินน้ำด้วย สวยเหลือเกิน รุ้งกินน้ำบนฟ้าใส ๆ แบบนี้

หกโมงมีการแข่งวงตนตรี ถ้าเป็นบ้านเราก็เรียกว่า Coke music award
การแสดงก็ช้าตามเคย เพราะมีปัญหากับการเซ็ตเครื่องดนตรี
แต่วงเล่นดีนะ ยังเด็กอยู่เลย ดูแล้วอายุไม่น่าเกิน 15 แต่เล่นมันมากกกกกก

ดูได้วงเดียวก็เดินออกมา เพราะ Jessica คงกลัวเราไม่ได้ showbags ตามที่ต้องการ
แต่เค้าหิวอ่ะ เลยเดินไปซื้อข้าวโพดมากิน เห็น Jessica อยากกินมากมาย
ข้าวโพดที่นี่เหมือนข้าวโพดฝักละ 15 บาทบ้านเราแหละ
จะต่างกันตรงที่เค้ามีทาเนยสารพัด อย่างเช่น garlic butter, chilli butter
เราเลยลอง chilli butter โอ้ว........แปลกดี เผ็ด ๆ แต่ก็นะกินครั้งเดียวแหละ เพราะราคา 3.5 เหรียญ
นี่คงเป็นข้าวโพดที่แพงที่สุดที่เคยกินมา

จากนั้นก็เริ่มมองหาอาหารเย็น เกี่ยงกันอ่ะไม่มีใครยอมเลือก
เราก็ไม่รู้จะกินไร พอหันไปเห็น twisted chips เลยบอกว่าลองอันนี้แล้วกัน เห็นคนเยอะ
มันก็คือมันฝรั่งทอดเป็นเส้นยาว ๆ อ่ะ จะว่าไปแล้วมันก็เลี่ยนอยู่ ไม่อร่อยอย่างที่คิด

กินเสร็จก็เริ่มเดินซื้อ showbags แล้ว
เราก็เหมือนเด็ก เลยไปแล้วก็บอก Jessica แล้วเค้าก็บอกคนขายให้
ตอนแรกเรายังไม่หยิบ list หรอกกะดูไปเรื่อย ๆ ไง
แต่ Jessica คงไม่อยากเดินนาน บอกว่าเอา list มาเดี๋ยวซื้อตาม list นี้เลย
โอ้ว.........บางอย่างเห็นแล้วไม่อยากซื้อและ แพงอ่ะ มันแค่อมยิ้มกับท๊อฟฟี่ไม่กี่ชิ้น
แต่ที่ว่าไม่ซื้อก็ได้มาทั้งหมดเกือบสิบถุงนั่นแหละ

จะมีอยู่อย่างนึง คือ ช๊อคโกแลต Whittakers
เดินหากันอยู่นาน ถามใครก็ไม่มีใครรู้ว่าขายที่ไหน
จน Jessica ต้องเปิดหนังสือ ดูโฆษณาว่ามันอยู่ที่ไหน
ตอนแรกเกรงใจอ่ะ กะว่าถ้าหาไม่เจอก็ไม่เอาแล้ว
แต่ Jessica ดิ คงกลัวเราไม่ได้ของทั้งหมดที่ยากได้ พยายามหาให้ซะ กว่าจะเจอก็เล่นเอาเหนื่อย

รู้แล้วว่าทำไม Jessica ถึงให้ซื้อ showbags ท้ายสุด
เพราะนี่ขนาดถือแค่สองชั่วโมงนะ ไหล่จะหลุด
สรุปแล้วได้มา 10 ถุงพอดี เต็มไม้เต็มมือ เสียไปทั้งหมด 107 เหรียญ โอ้ว................

สองทุ่มกว่าพยายามหาที่นั่ง แต่ก็หาไม่ได้
Jessica เลยคิดว่าเดี๋ยวจะไปยืนดูพลุใกล้ ๆ ทางออกที่ Diana จะมารับ
เพราะถ้ารองานเลิกแล้วค่อยเดินไปเนี่ย คงจะเสียเวลา Diana ที่ต้องรอ
ตอนแรกเราคิดว่าคนจะดูไม่เยอะ แต่ที่ไหนได้ ถ้ากะประมาณแล้ว ก็น่าจะเป็นหมื่นอยู่

โชคไม่ดีตรงที่ระหว่างรอดูพลุ ฝนตกคะ
หาที่หลบไม่ได้ก็ยืนตากฝนไป ร่มก็ไม่ได้เอามา เมื่อยก็เมื่อย
แต่ดีอย่างฝนที่นี่ ตกไม่หนักเหมือนบ้านเรา แล้วพอนึกจะหยุด มันก็หยุดซะงั้น เลยไม่เปียกกันมากนัก

สามทุ่มการแสดงพลุเริ่มขึ้น
สวยนะ สวยดีเหมือนกัน แต่ห้ามเทียบกับงานฉลองครองราชย์ 80 ปีนะ เทียบไม่ติด
เรามีโอกาสได้ถ่ายคลิปวีดีโอมา เดี๋ยวเอาไปอวด..........

กลับบ้านด้วยความเหนื่อยล้า ถึงบ้านก็เกือบสี่ทุ่ม
แต่โชคดีที่ Diana ไปรับกลับ ยังคิดไม่ออกเลยว่า ถ้าต้องกลับรถไฟแล้วแบก showbags จะเป็นยังไง
กลับมาก็ต้องอวด Diana ว่าได้อะไรกลับมาบ้าง
คือมันเหมือนเป็นธรรมเนียมของบ้านเลย มีไรต้องโชว์ อย่างถ้าถ่ายรูปมาก็โชว์เค้า เล่าให้เค้าฟัง

กว่าจะได้กลับเข้าห้องก็เกือบห้าทุ่ม พรุ่งนี้ต้องตื่นเช้าอีก
แต่ก็ยังไม่วายที่จะดู showbags ทั้งหมดที่ซื้อมา แล้วก็งงกับตัวเองว่า ซื้อไรมาเนี่ย!!!!!!!!!!!

Scarborough & Hillarys again

ตอนแรกคิดแล้วว่าหยุดสามวันนี้จะไป Bunbury & Busselton
แต่ต้องเปลี่ยนแผนเพราะเดี๋ยวก็ต้องไป Magaret River กับพี่เอ๋กับแม่
คือ Busselton มันเป็นทางผ่านหน่ะ เลยคิดว่าจะไปตอนนั้นแทน

ต่อมาคิดว่าเสาร์นี้ (คือวันนี้) จะไป Perth Royal Show
อาทิตย์จะไป Rottnest แล้วจันทร์ก็ไปดูโลมา ตามที่ซื้อทัวร์ไว้
แต่แล้วแผนการที่ว่าไว้ก็ต้องเปลี่ยนอีกครั้ง เพราะ Jessica บอกว่าจะไป Perth Royal Show ด้วย
แต่ถ้าเราไปวันเสาร์เค้าไปไม่ได้ เพราะต้องทำงาน นั่นคือเหตุผลที่ต้องเปลี่ยนแพลนเที่ยวอีกครั้ง

เมื่อคืนนั่งคิดอยู่ว่าจะไปไหนดี
ตอนแรกเลยคิดว่าจะไป Rottnest Island
แต่กลัวว่าวันอาทิตย์ไป Perth Royal Show ไม่ไหว
(Jessica บอกว่าจะเดินตั้งแต่เที่ยงถึงสามทุ่มเลย เพราะจะรอดูพลุ)

ตื่นเช้ามาก็ยังคิดอยู่ กว่าจะตัดสินใจได้ก็ก่อนออกจากบ้านนั่นแหละ
ตกลงจะไป Harbour Town แล้วก็ Kings Park
กินข้าวเสร็จ เตรียมแซนวิซไปกินกลางวัน ก็10 โมงแล้ว
Diana ก็กลับมาพอดี เลยช่วยเค้าเก็บของที่เพิ่งซื้อมาก่อน
กว่าจะออกจากบ้านก็เกือบ 11 โมงแล้ว

เกือบลืม...........................เล่าความโง่ของตัวเองก่อน
ก่อนออกจากบ้านก็จัดกระเป๋าอ่ะ แล้วก็ล้วง ๆ ดูว่าในกระเป๋าด้านหน้ามีอะไร
ปรากฎว่าเจอถ่านสองก้อน นี่ไงถ่านชาร์ตสองก้อนที่ซื้อมาจากสิงคโปร์
อ้าวแล้ววันก่อนที่ชาร์ตหล่ะ.........มิน่าหล่ะ ทำไมชาร์ตแล้วมีน้ำไหลออกมา
ดีนะที่ไม่ระเบิด เพราะดันเอาถ่านอัลลคาไลน์ไปชาร์ต มันยี่ห้อเดียวกันอ่ะ เลยไม่ทันสังเกต อิอิ

ไปถึง Harbour Town เข้าแต่ร้านแว่นกับ surf shop
ตอนนี้อยากได้แค่แว่นกันแดดกับหมวกเท่านั้น
ตังเหลือแค่สองร้อยห้าสิบเหรียญสำหรับหนึ่งเดือน เลยต้องประหยัดหน่อย

กว่าจะหาแว่นกันแดดได้ก็เล่นเอาเหนื่อย (เข้าไป 3-4 ร้านแล้วอ่ะ)
เจอคนขายยืนจัดของอยู่ เลยเดินไปถามเค้าว่า มี clip on ไหม
เค้าเลยว่า มี แต่ก็มีอีกแบบที่เป็นแบบสวมทับแว่นสายตาเราได้เลย
ลองคะ ลอง..........ลองไปสองสามอัน ไม่ไหวอ่ะ ใหญ่เกิน
เค้าเลยหยิบอันที่เล็กที่สุดให้ลอง แล้วเค้าก็ว่าดี
เอ้า...........ดีก็ดี เอาเลย ด้วยราคา 40 เหรียญ (นี่ลด 50% แล้วนะ) ขี้เกียจหาและ

พอได้แว่นกันแดด เลยคิดแผนใหม่ ที่ว่าจะไป Kings Park ก็ยกเลิก
เนื่องจาก เจ็บเท้าอีกครั้ง ไม่อยากเดินเยอะ
(ถ้าไป Kings Park ต้องเดินจาก Red CAT ไป ก็สิบนาทีอ่ะ)
คิดใหม่ ๆๆๆๆๆ.........อากาศดีอย่างงี้ต้องไปทะเล
Scarborough beach เลยผุดขึ้นมาในหัว จำได้ว่าเดินไม่ไกล

กว่าจะได้ขึ้นรถไฟไปก็ เที่ยงกว่าแล้ว
ลงรถไฟที่ Glendalough เหมือนเคย ขึ้นรถสายเดิม
ต่างจากคราวก่อนตรงที่วันนี้คนไปเยอะอ่ะ รถเมล์เกือบเต็ม
พอถึง ก็เดินเข้า surf shop เหมือนเคย แต่ก็ไม่ได้อะไร ยังไม่เจอหมวกที่ชอบอ่ะ
เดินไปนั่งกินแซนวิซที่แสตนเหมือนเดิม
แล้วก็นึกขึ้นได้ว่า ลืม tag-off รถเมล์อีกแล้ววววววว (ครั้งที่ 3แล้ว!!!!!)

จากนั้นก็เดินถ่ายรูป เดินไปเรื่อย ๆ ครั้งสุดท้ายแล้วที่จะได้มา
มาคราวนี้ก็ประทับใจเหมือนเดิม วันนี้แดดแรง ฟ้าใส น้ำทะเลสวยเหลือเกิน ชอบๆๆๆๆๆๆๆ

กะไป Hillarys ต่อและ เลยจะเดินไปนั่งรอรถ เห็นว่ามีรถไปตอนบ่าย 2.51
แต่พลาดอ่ะ เห็นอยู่ลิบ ๆ วิ่งไปขึ้นไม่ทัน เลยเดินไปดูที่ป้ายใหม่ว่ามีกี่โมง
3.21 คือเวลาที่บอก แต่มันเป็นรถที่จะวิ่งช่วง school holiday เห็นว่าเริ่มเดือนตุลา
แต่ตอนนั้นเจ็บขาเกินอ่ะ เลยคิดว่านั่งรอก็ได้ เผื่อมีรถจะได้ไปถึงไว ๆ

ระหว่างนั่งรอ มีคนมาคุยด้วย เป็นลุงแก่ ๆ
เล่าอะไรไม่รู้เกี่ยวกับพระเยซู โอ้ว..........บอกแล้วว่าไม่ฟังก็ยังเล่า แถมพูดเร็วยังกะจรวด
ฟังเรื่องนึงจบ จะเล่าต่อ คราวนี้ยืนยังว่าไม่ฟังและ
เค้าเลยเดินจากไป ก่อนไปบอกว่า อย่าเชื่อใคร อย่าไว้ใจใคร แม้กระทั่งตัวเอง
(เอ้า............. ไม่ไว้ใจลุงนั่นแหละ ไปได้ก็ดี)

นั่งถึงบ่ายสามโมงสิบ เหลือไปเห็นป้ายร้าน surf shop อีกร้าน
เลยเดินข้ามถนนไป เผื่อมีหมวกมีเป้ (อันนี้มีเพื่อนพี่ฝากซื้อ ยังหาให้เค้าไม่ได้เลย)
Surf shop ร้านไหนก็เหมือนกันนั่นแหละ ไม่เห็นของจะต่าง
แถมตอนนี้ไม่ลดราคาอีกต่างหาก ยิ่งไม่อยากซื้อใหญ่เลย

ตอนเดินกลับ ดูเวลาบ่าย 3.20 แล้วก็เงยหน้ามองที่ป้ายรถเมล์
อืม...........พลาดอีกแล้ว รถเพิ่งเลี้ยวไปเลย กรรม ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
รออีกครึ่งชั่วโมง คราวนี้นั่งรอและ ไม่รู้จะไปไหนแล้ว ไม่มีที่ให้เดินและ

กว่าจะถึง Hillarys ก็สี่โมง
เดินผ่านร้านไอศกรีม เห็นคนเยอะมากกก เลยเข้าไปลองต่อแถวซื้อ
มันก็เหมือนปกตินั่นแหละ จะต่างตรงที่จะเอาไอศกรีมไปปั่นแล้วก็ผสมของที่เราเลือก
มันก็มีหลายอย่าง เช่น M&M, almond, Kit Kat ไรงี้อ่ะ
ยืนเลือกอยู่ เห็น Boysenberry แปลกดี เอาๆๆๆๆๆๆๆๆ
แล้วก็เลือกใส่ sour worms อันนี้ของชอบอยู่แล้ว
สองอย่างนี้ใส่โคน ราคา 4.10 เหรียญ

ไอศกรีมก็ใช้ได้ ต่างจากที่คิดไว้นิดหน่อย ตอนแรกนึกว่าจะเปรี้ยว แต่ไม่เลยอ่ะ
มันเป็นเหมือนไอศกรีมวนิลลาใส่เบอรรี่
แต่จะไม่ดีตรงที่ sour worms ที่สั่ง พอมันอยู่ในไอศกรีมแล้วมันแข็ง เหนียวเกิน
กินหมดแล้วเพิ่งรู้ว่า เจ้า sour worms เนี่ย ทำให้ฟันเป็นโพรงอีกครั้ง เพราะที่อุดไว้มันหลุดอ่ะ

เดินดูของที่ Sorrento Quay ไปเรื่อย ถ่ายรูปไปเรื่อย
ห้าโมงก็กลับและ ไม่ได้อะไรจากที่นี่ นอกจากรูปถ่าย

Perth Royal Show

ตื่นเช้ามาแปดโมง ก็รีบอาบน้ำแต่งตัวขึ้นไปกินอาหารเช้า
Diana ทำไข่คนให้กินกับขนมปัง
ระหว่างกินไป Diana ก็ดูตื่นเต้นที่จะไปส่งเรากับ Jessica ไป Perth Royal Show
ยังไม่พอ Diana เล่าว่า Jessica ก็ตื่นเต้นที่จะได้ไป
แต่เอ........ทำไมเราไม่ค่อยตื่นเต้นอ่ะ

ออกจากบ้าน11 โมง Diana ขับรถไปส่ง วันนี้ได้นั่งรถเปิดประทุนด้วย
Diana ใจดีให้ยืมหมวก ไม่งั้นกว่าจะไปถึงมีหวังหัวกระจุย
เมื่อวานดูพยากรณ์อากาศ เห็นบอกว่าวันนี้แดดออก
แต่ไหงพอออกจากบ้านแล้ว ฟ้าครึ้ม ๆ เมฆเยอะ ๆ ยังไงก็ไม่รู้
ภาวนาอย่างเดียวว่าอย่าให้ฝนตกเลย ไม่งั้นเที่ยวไม่สนุกแน่

ขับรถไปเกือบถึง Showground Jessica ก็ลงไปกด ATM
ตอนเรานั่งรออยู่ในรถ Diana ก็ถามว่า เอาหนังสือ แผนที่เกี่ยวกับงานมาหรือเปล่า
เหอ.............ไม่ได้เอามา นึกว่า Jessica หยิบมา
แต่พอถาม Jessica เค้าก็ว่า ลืมหยิบ ตกลงเลยต้องวนรถกลับไปเอาหนังสือที่บ้านใหม่อีกรอบ

งงหล่ะสิว่าทำไมเที่ยวงานแล้วต้องมีหนังสือ
คืองานมันเป็นงานใหญ่ ถ้าเทียบขนาด ก็คงพอ ๆ กับงานกาชาดที่สวนอัมพรอ่ะ หรือไม่ก็ใหญ่กว่า
ในหนังสือ ไม่ได้บอกแค่แผนที่ แต่บอกด้วยว่าเวลาไหนมีการแสดงอะไร

Perth Royal Show เป็นงานใหญ่มากของที่นี่
ส่วนใหญ่จะเป็นการออกงานของพวกฟาร์มที่เอาผลผลิตมาให้ดู
ก็มีทั้งสัตว์แล้วก็ผลผลิตทางการเกษตรนั่นแหละ
แต่ก็ไม่ได้มีแค่นั้น มันมีการประกวดสัตว์ด้วย เหมือนที่เคยเห็นในหนังนั่นแหละ
มีทั้งหมา นก ไก่ แกะ วัว ไปจนถึงการแข่งขันหมาต้อนแกะอ่ะ

ไปถึงงานก็เกือบเที่ยง จ่ายค่าเข้าไป 22 เหรียญ
อย่างแรกที่เข้าไปเจอ ก็จะเป็นการแสดงสัตว์ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นแพะ แกะ หมู
สัตว์พวกนี้จะอยู่ในคอกไม้เตี้ย ๆ แต่มีอยู่คอกนึง เค้าให้เด็ก ๆ เข้าไปจับได้ด้วย
มาคอกแรกก็ประทับใจแล้ว บ้านเราไม่เคยมีอ่ะ พอเห็นไรก็ตื่นตาตื่นใจไปหมด

เดินต่อไป จะเห็นเป็นเครื่องเล่นของเด็ก อย่างพวกม้าหมุนอ่ะ
แล้วก็มีบูตขาย showbags เห็นแล้วอยากจะปรี่เข้าไปดู
แต่ Jessica บอกไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่า จะค่อยซื้อกันช่วงทุ่มถึงสามทุ่มหน่ะ
เพราะเค้าจะรอดูพลุตอนสามทุ่มแล้วค่อยกลับบ้าน
เราเลยได้แต่แอบมองเป็นระยะ ๆ ว่ามันมีอะไรที่ไหนบ้าง

Showbags มันก็คือของที่เค้าเอาหลาย ๆ อย่างมารวมใส่ถุงขายอ่ะ
ซึ่งถ้าคิดมูลค่าของในถุงแล้ว มันจะถูกกว่าซื้อแยกตามปกติ
เราแอบมี list ของ showbags ที่อยากได้ไว้เพียบ ส่วนใหญ่จะเป็นขนมเด็ก ๆ
คิดรวม ๆ แล้วมันก็ 100 เหรียญอ่ะ โอ้ว.........เยอะนะนั่น แต่เอาเหอะ ครั้งหนึ่งในชีวิต

ระหว่างวันก็เดินดูตามซุ้มไปเรื่อย ดูสัตว์ที่ประกวดแล้วก็ดูการแสดง
อาหารกลางวันมื้อนี้เลยได้กิน Red Rooster
ที่เราสั่งมันเป็น chicken rolls มันก็คล้าย ๆ ขนมปังฮอตดอกอ่ะ แต่ข้างในเป็นเศษไก่กับมายองเนส
ขอย้ำว่าเหมือนเศษไก่มาก เพราะมันเป็นไก่ฉีก ๆ อ่ะ
ลองจินตนาการว่ากินไก่ KFC แล้วพอจะกินเนื้อตรงที่ติดกระดูกต้องเลาะออกมา นั่นแหละ ตรงนั้นเลย
นั่งกินไปดูการแสดงจักรยานผาดโผน แล้วก็การแสดงม้าที่สนามใหญ่
สนามที่นั่งดูใหญ่พอควร ซึ่งปกติเค้าคงเอาไว้ดูบอล หรือไม่ก็แข่งม้าอ่ะ
อากาศเริ่มร้อน แดดเริ่มออก โอ้ว ต้องถอดเสื้อหนาวเลย ไม่ไหวแล้ว
แต่ยังโชคดีนะที่มีแว่นกันแดด นี่ยังคิดไม่ออกเลยว่าจะเป็นยังไงถ้ามาที่นี่ยังไม่มีแว่นกันแดด

บ่ายสองจะมีการแสดงที่ Jessica อยากดู
มันเป็น Kylie show ต้องเสียค่าเข้า 6 เหรียญ
ไปซื้อบัตรแล้วก็ยืนรอตั้งแต่บ่ายโมงสี่สิบ เพราะ Jessica กลัวว่าจะไม่ได้นั่งที่ดี ๆ
ฝรั่งเนี่ยมันไม่ได้ตรงเวลากันทุกคนนะ (ดูอย่าง BD ดิ อิอิ ไปไงมาไงโดพาดพิงเฉยเลย)
คือการแสดงกว่าจะเริ่ม ก็บ่ายสองสิบห้าแล้ว
โชว์นี้เป็นเหมือนโชว์เลียนแบบการแสดงคอนเสิร์ตของ Kylie Minogue บวกกันการเดินแฟชั่นโชว์
จะว่าไปแล้วมันก็น่าเบื่อเหมือนกัน แต่เอาเหอะ รู้จักตั้งสองเพลง แถมคนร้องเสียงดี ร้องดี ให้อภัย
Jessica บอกว่า มันไม่ดีอย่างที่คิด แถมเวลารอมากกว่าเวลาแสดงอีก
ก็นะ การแสดงมันแค่ 30 45 นาทีเอง สั้นกว่าที่เราคิดไว้เยอะมาก แต่ก็ดีนะ ยาวกว่านี้คงคิดว่าเสียเวลาดู

ดูโชว์เสร็จก็ไปดูบูตใหม่ เห็น Jessica บอกว่าเพิ่งมีปีนี้
มันเป็นการแสดงเกี่ยวกับ Indonesia อ่ะ
คือคนที่นี่เค้าชอบไป Bali กัน แถมคนอินโดที่อยู่ใน Perth ก็มากอยู่
ในนั้นไม่มีไรมาก จะเห็นเป็นเรื่องเป็นราวหน่อยก็เหมือนจะมีการเต้นแบบอินโด
เห็นมีเครื่องดนตรีประจำชาติวางตั้งอยู่ มีชิ้นนึงเหมือนฆ้องบวกกับระนาดบ้านเรา
คือมันเป็นลูกฆ้องวง แต่รางไม่ได้เป็นวงอ่ะ มันเป็นรางตรง ๆ เหมือนของไทยแหละ
ไม่มีไรน่าสนใจ เดินต่อไป................

ระหว่างทาง Jessica ได้เสื้อกับกางเกงอยู่บ้านมาสองชุด
เห็นบอกว่าปีก่อนก็ได้ที่นี่แหละ มันถูก ตัวละ 15 เหรียญเอง
(อย่าคิดเป็นเงินไทยเด็ดขาด ไม่งั้นจะบอกว่าเนี่ยถูกแล้วเหรอ!!!!)
เราอาสาเอาใส่เป้แบกให้ จะได้ไม่ต้องถือให้หนัก
(แต่แบกไปสักพักก็หนักอ่ะ แต่ไม่มาก เลยไม่ได้บอก Jessica ให้ช่วยถือ อิอิ)

ที่ประทับใจของตอนบ่าย ก็มีที่ได้ดูโชว์ตัดขนแกะอ่ะ
มีสองคนตัด คนนึงเป็นเด็กหนุ่มใช้กรรไกร คงเป็นการตัดแบบโบราณ
อีกคนเป็นคนแก่หน่อย ใช้แบตเตอเลี่ยน เห็นแล้วก็สงสารแกะ ตัวเกรียนเลย
(เห็นแล้วนึกถึงคอนเน่ที่บ้านเวลาถูกตัดขน)

อีกโชว์นึงสนุกมากกกก เป็นโชว์หมาต้อนแกะ
คือเค้าจะมีการแข่งอ่ะ เค้าเลยเอามาโชว์ว่าหมาต้องทำอะไรบ้าง
มันก็จะเป็นการต้อนแกะเข้ากรง แต่มีอยู่อันมันยากตรงที่กรงมันพอดีแกะ 20 ตัว
ถ้าแกะยืนห่าง มันก็จะเข้าไปไม่หมด เราเลยได้เห็นลีลาหมากระโดดข้าม เหยียบหัวแกะ
เท่านั้นยังไม่พอ มีการโชว์ของลูกหมาที่เค้าเพี่งฝึกต้อนแกะอ่ะ
ลูกหมาเนี่ย ตัวยังไม่ถึงขาแกะเลย คิดถึงขนาดของชิตสุแล้วกัน
นั่นแหละ........ตัวเท่านั้นต้อนแกะเข้ากรง คิดดูว่ามันจะขำแค่ไหน

จากนั้นเดินผ่าน เครื่องเล่นอย่างพวก fun park อ่ะ
เราอยากเล่นอยู่หลายอัน แต่ Jessica เค้าไม่ชอบเล่น เราเลยไม่ขัด
คิดอีกทีดีเหมือนกัน เพราะเครื่องเล่นแต่ละอย่าง 8-10 เหรียญทั้งนั้นเลย เปลืองอ่ะ เปลือง.....

เดินผ่านเครื่องเล่นมา ก็ไปขึ้น carlift
มองจาก carlift ก็จะเห็นทั้งหมดของงานจากมุมสูง
ได้เห็นเครื่องเล่น ได้เห็นว่างานนี้มันใหญ่ขนาดไหน
แล้วก็อีกอย่างที่ชอบคือ เราได้มีโอกาสเห็นรุ้งกินน้ำด้วย สวยเหลือเกิน รุ้งกินน้ำบนฟ้าใส ๆ แบบนี้

หกโมงมีการแข่งวงตนตรี ถ้าเป็นบ้านเราก็เรียกว่า Coke music award
การแสดงก็ช้าตามเคย เพราะมีปัญหากับการเซ็ตเครื่องดนตรี
แต่วงเล่นดีนะ ยังเด็กอยู่เลย ดูแล้วอายุไม่น่าเกิน 15 แต่เล่นมันมากกกกกก

ดูได้วงเดียวก็เดินออกมา เพราะ Jessica คงกลัวเราไม่ได้ showbags ตามที่ต้องการ
แต่เค้าหิวอ่ะ เลยเดินไปซื้อข้าวโพดมากิน เห็น Jessica อยากกินมากมาย
ข้าวโพดที่นี่เหมือนข้าวโพดฝักละ 15 บาทบ้านเราแหละ
จะต่างกันตรงที่เค้ามีทาเนยสารพัด อย่างเช่น garlic butter, chilli butter
เราเลยลอง chilli butter โอ้ว........แปลกดี เผ็ด ๆ แต่ก็นะกินครั้งเดียวแหละ เพราะราคา 3.5 เหรียญ
นี่คงเป็นข้าวโพดที่แพงที่สุดที่เคยกินมา

จากนั้นก็เริ่มมองหาอาหารเย็น เกี่ยงกันอ่ะไม่มีใครยอมเลือก
เราก็ไม่รู้จะกินไร พอหันไปเห็น twisted chips เลยบอกว่าลองอันนี้แล้วกัน เห็นคนเยอะ
มันก็คือมันฝรั่งทอดเป็นเส้นยาว ๆ อ่ะ จะว่าไปแล้วมันก็เลี่ยนอยู่ ไม่อร่อยอย่างที่คิด

กินเสร็จก็เริ่มเดินซื้อ showbags แล้ว
เราก็เหมือนเด็ก เลยไปแล้วก็บอก Jessica แล้วเค้าก็บอกคนขายให้
ตอนแรกเรายังไม่หยิบ list หรอกกะดูไปเรื่อย ๆ ไง
แต่ Jessica คงไม่อยากเดินนาน บอกว่าเอา list มาเดี๋ยวซื้อตาม list นี้เลย
โอ้ว.........บางอย่างเห็นแล้วไม่อยากซื้อและ แพงอ่ะ มันแค่อมยิ้มกับท๊อฟฟี่ไม่กี่ชิ้น
แต่ที่ว่าไม่ซื้อก็ได้มาทั้งหมดเกือบสิบถุงนั่นแหละ

จะมีอยู่อย่างนึง คือ ช๊อคโกแลต Whittakers
เดินหากันอยู่นาน ถามใครก็ไม่มีใครรู้ว่าขายที่ไหน
จน Jessica ต้องเปิดหนังสือ ดูโฆษณาว่ามันอยู่ที่ไหน
ตอนแรกเกรงใจอ่ะ กะว่าถ้าหาไม่เจอก็ไม่เอาแล้ว
แต่ Jessica ดิ คงกลัวเราไม่ได้ของทั้งหมดที่ยากได้ พยายามหาให้ซะ กว่าจะเจอก็เล่นเอาเหนื่อย

รู้แล้วว่าทำไม Jessica ถึงให้ซื้อ showbags ท้ายสุด
เพราะนี่ขนาดถือแค่สองชั่วโมงนะ ไหล่จะหลุด
สรุปแล้วได้มา 10 ถุงพอดี เต็มไม้เต็มมือ เสียไปทั้งหมด 107 เหรียญ โอ้ว................

สองทุ่มกว่าพยายามหาที่นั่ง แต่ก็หาไม่ได้
Jessica เลยคิดว่าเดี๋ยวจะไปยืนดูพลุใกล้ ๆ ทางออกที่ Diana จะมารับ
เพราะถ้ารองานเลิกแล้วค่อยเดินไปเนี่ย คงจะเสียเวลา Diana ที่ต้องรอ
ตอนแรกเราคิดว่าคนจะดูไม่เยอะ แต่ที่ไหนได้ ถ้ากะประมาณแล้ว ก็น่าจะเป็นหมื่นอยู่

โชคไม่ดีตรงที่ระหว่างรอดูพลุ ฝนตกคะ
หาที่หลบไม่ได้ก็ยืนตากฝนไป ร่มก็ไม่ได้เอามา เมื่อยก็เมื่อย
แต่ดีอย่างฝนที่นี่ ตกไม่หนักเหมือนบ้านเรา แล้วพอนึกจะหยุด มันก็หยุดซะงั้น เลยไม่เปียกกันมากนัก

สามทุ่มการแสดงพลุเริ่มขึ้น
สวยนะ สวยดีเหมือนกัน แต่ห้ามเทียบกับงานฉลองครองราชย์ 80 ปีนะ เทียบไม่ติด
เรามีโอกาสได้ถ่ายคลิปวีดีโอมา เดี๋ยวเอาไปอวด..........

กลับบ้านด้วยความเหนื่อยล้า ถึงบ้านก็เกือบสี่ทุ่ม
แต่โชคดีที่ Diana ไปรับกลับ ยังคิดไม่ออกเลยว่า ถ้าต้องกลับรถไฟแล้วแบก showbags จะเป็นยังไง
กลับมาก็ต้องอวด Diana ว่าได้อะไรกลับมาบ้าง
คือมันเหมือนเป็นธรรมเนียมของบ้านเลย มีไรต้องโชว์ อย่างถ้าถ่ายรูปมาก็โชว์เค้า เล่าให้เค้าฟัง

กว่าจะได้กลับเข้าห้องก็เกือบห้าทุ่ม พรุ่งนี้ต้องตื่นเช้าอีก
แต่ก็ยังไม่วายที่จะดู showbags ทั้งหมดที่ซื้อมา แล้วก็งงกับตัวเองว่า ซื้อไรมาเนี่ย!!!!!!!!!!!

Scarborough & Hillarys again

ตอนแรกคิดแล้วว่าหยุดสามวันนี้จะไป Bunbury & Busselton
แต่ต้องเปลี่ยนแผนเพราะเดี๋ยวก็ต้องไป Magaret River กับพี่เอ๋กับแม่
คือ Busselton มันเป็นทางผ่านหน่ะ เลยคิดว่าจะไปตอนนั้นแทน

ต่อมาคิดว่าเสาร์นี้ (คือวันนี้) จะไป Perth Royal Show
อาทิตย์จะไป Rottnest แล้วจันทร์ก็ไปดูโลมา ตามที่ซื้อทัวร์ไว้
แต่แล้วแผนการที่ว่าไว้ก็ต้องเปลี่ยนอีกครั้ง เพราะ Jessica บอกว่าจะไป Perth Royal Show ด้วย
แต่ถ้าเราไปวันเสาร์เค้าไปไม่ได้ เพราะต้องทำงาน นั่นคือเหตุผลที่ต้องเปลี่ยนแพลนเที่ยวอีกครั้ง

เมื่อคืนนั่งคิดอยู่ว่าจะไปไหนดี
ตอนแรกเลยคิดว่าจะไป Rottnest Island
แต่กลัวว่าวันอาทิตย์ไป Perth Royal Show ไม่ไหว
(Jessica บอกว่าจะเดินตั้งแต่เที่ยงถึงสามทุ่มเลย เพราะจะรอดูพลุ)

ตื่นเช้ามาก็ยังคิดอยู่ กว่าจะตัดสินใจได้ก็ก่อนออกจากบ้านนั่นแหละ
ตกลงจะไป Harbour Town แล้วก็ Kings Park
กินข้าวเสร็จ เตรียมแซนวิซไปกินกลางวัน ก็10 โมงแล้ว
Diana ก็กลับมาพอดี เลยช่วยเค้าเก็บของที่เพิ่งซื้อมาก่อน
กว่าจะออกจากบ้านก็เกือบ 11 โมงแล้ว

เกือบลืม...........................เล่าความโง่ของตัวเองก่อน
ก่อนออกจากบ้านก็จัดกระเป๋าอ่ะ แล้วก็ล้วง ๆ ดูว่าในกระเป๋าด้านหน้ามีอะไร
ปรากฎว่าเจอถ่านสองก้อน นี่ไงถ่านชาร์ตสองก้อนที่ซื้อมาจากสิงคโปร์
อ้าวแล้ววันก่อนที่ชาร์ตหล่ะ.........มิน่าหล่ะ ทำไมชาร์ตแล้วมีน้ำไหลออกมา
ดีนะที่ไม่ระเบิด เพราะดันเอาถ่านอัลลคาไลน์ไปชาร์ต มันยี่ห้อเดียวกันอ่ะ เลยไม่ทันสังเกต อิอิ

ไปถึง Harbour Town เข้าแต่ร้านแว่นกับ surf shop
ตอนนี้อยากได้แค่แว่นกันแดดกับหมวกเท่านั้น
ตังเหลือแค่สองร้อยห้าสิบเหรียญสำหรับหนึ่งเดือน เลยต้องประหยัดหน่อย

กว่าจะหาแว่นกันแดดได้ก็เล่นเอาเหนื่อย (เข้าไป 3-4 ร้านแล้วอ่ะ)
เจอคนขายยืนจัดของอยู่ เลยเดินไปถามเค้าว่า มี clip on ไหม
เค้าเลยว่า มี แต่ก็มีอีกแบบที่เป็นแบบสวมทับแว่นสายตาเราได้เลย
ลองคะ ลอง..........ลองไปสองสามอัน ไม่ไหวอ่ะ ใหญ่เกิน
เค้าเลยหยิบอันที่เล็กที่สุดให้ลอง แล้วเค้าก็ว่าดี
เอ้า...........ดีก็ดี เอาเลย ด้วยราคา 40 เหรียญ (นี่ลด 50% แล้วนะ) ขี้เกียจหาและ

พอได้แว่นกันแดด เลยคิดแผนใหม่ ที่ว่าจะไป Kings Park ก็ยกเลิก
เนื่องจาก เจ็บเท้าอีกครั้ง ไม่อยากเดินเยอะ
(ถ้าไป Kings Park ต้องเดินจาก Red CAT ไป ก็สิบนาทีอ่ะ)
คิดใหม่ ๆๆๆๆๆ.........อากาศดีอย่างงี้ต้องไปทะเล
Scarborough beach เลยผุดขึ้นมาในหัว จำได้ว่าเดินไม่ไกล

กว่าจะได้ขึ้นรถไฟไปก็ เที่ยงกว่าแล้ว
ลงรถไฟที่ Glendalough เหมือนเคย ขึ้นรถสายเดิม
ต่างจากคราวก่อนตรงที่วันนี้คนไปเยอะอ่ะ รถเมล์เกือบเต็ม
พอถึง ก็เดินเข้า surf shop เหมือนเคย แต่ก็ไม่ได้อะไร ยังไม่เจอหมวกที่ชอบอ่ะ
เดินไปนั่งกินแซนวิซที่แสตนเหมือนเดิม
แล้วก็นึกขึ้นได้ว่า ลืม tag-off รถเมล์อีกแล้ววววววว (ครั้งที่ 3แล้ว!!!!!)

จากนั้นก็เดินถ่ายรูป เดินไปเรื่อย ๆ ครั้งสุดท้ายแล้วที่จะได้มา
มาคราวนี้ก็ประทับใจเหมือนเดิม วันนี้แดดแรง ฟ้าใส น้ำทะเลสวยเหลือเกิน ชอบๆๆๆๆๆๆๆ

กะไป Hillarys ต่อและ เลยจะเดินไปนั่งรอรถ เห็นว่ามีรถไปตอนบ่าย 2.51
แต่พลาดอ่ะ เห็นอยู่ลิบ ๆ วิ่งไปขึ้นไม่ทัน เลยเดินไปดูที่ป้ายใหม่ว่ามีกี่โมง
3.21 คือเวลาที่บอก แต่มันเป็นรถที่จะวิ่งช่วง school holiday เห็นว่าเริ่มเดือนตุลา
แต่ตอนนั้นเจ็บขาเกินอ่ะ เลยคิดว่านั่งรอก็ได้ เผื่อมีรถจะได้ไปถึงไว ๆ

ระหว่างนั่งรอ มีคนมาคุยด้วย เป็นลุงแก่ ๆ
เล่าอะไรไม่รู้เกี่ยวกับพระเยซู โอ้ว..........บอกแล้วว่าไม่ฟังก็ยังเล่า แถมพูดเร็วยังกะจรวด
ฟังเรื่องนึงจบ จะเล่าต่อ คราวนี้ยืนยังว่าไม่ฟังและ
เค้าเลยเดินจากไป ก่อนไปบอกว่า อย่าเชื่อใคร อย่าไว้ใจใคร แม้กระทั่งตัวเอง
(เอ้า............. ไม่ไว้ใจลุงนั่นแหละ ไปได้ก็ดี)

นั่งถึงบ่ายสามโมงสิบ เหลือไปเห็นป้ายร้าน surf shop อีกร้าน
เลยเดินข้ามถนนไป เผื่อมีหมวกมีเป้ (อันนี้มีเพื่อนพี่ฝากซื้อ ยังหาให้เค้าไม่ได้เลย)
Surf shop ร้านไหนก็เหมือนกันนั่นแหละ ไม่เห็นของจะต่าง
แถมตอนนี้ไม่ลดราคาอีกต่างหาก ยิ่งไม่อยากซื้อใหญ่เลย

ตอนเดินกลับ ดูเวลาบ่าย 3.20 แล้วก็เงยหน้ามองที่ป้ายรถเมล์
อืม...........พลาดอีกแล้ว รถเพิ่งเลี้ยวไปเลย กรรม ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
รออีกครึ่งชั่วโมง คราวนี้นั่งรอและ ไม่รู้จะไปไหนแล้ว ไม่มีที่ให้เดินและ

กว่าจะถึง Hillarys ก็สี่โมง
เดินผ่านร้านไอศกรีม เห็นคนเยอะมากกก เลยเข้าไปลองต่อแถวซื้อ
มันก็เหมือนปกตินั่นแหละ จะต่างตรงที่จะเอาไอศกรีมไปปั่นแล้วก็ผสมของที่เราเลือก
มันก็มีหลายอย่าง เช่น M&M, almond, Kit Kat ไรงี้อ่ะ
ยืนเลือกอยู่ เห็น Boysenberry แปลกดี เอาๆๆๆๆๆๆๆๆ
แล้วก็เลือกใส่ sour worms อันนี้ของชอบอยู่แล้ว
สองอย่างนี้ใส่โคน ราคา 4.10 เหรียญ

ไอศกรีมก็ใช้ได้ ต่างจากที่คิดไว้นิดหน่อย ตอนแรกนึกว่าจะเปรี้ยว แต่ไม่เลยอ่ะ
มันเป็นเหมือนไอศกรีมวนิลลาใส่เบอรรี่
แต่จะไม่ดีตรงที่ sour worms ที่สั่ง พอมันอยู่ในไอศกรีมแล้วมันแข็ง เหนียวเกิน
กินหมดแล้วเพิ่งรู้ว่า เจ้า sour worms เนี่ย ทำให้ฟันเป็นโพรงอีกครั้ง เพราะที่อุดไว้มันหลุดอ่ะ

เดินดูของที่ Sorrento Quay ไปเรื่อย ถ่ายรูปไปเรื่อย
ห้าโมงก็กลับและ ไม่ได้อะไรจากที่นี่ นอกจากรูปถ่าย

ASX Deadline

จ๊อบตลาดต้องส่งงบวันนี้
แต่ลูกค้าเราสิ ยังแก้ draft กันอยู่เลย ไม่ยอม final สักที

วันนี้ไปตรงเวลา แต่เห็น Nikky เดินวุ่นแล้ว
เราก็แก้ แล้วก็คุยกับลูกค้าตามที่เค้าบอกแหละ
กว่าจะได้ final annual report มา ก็ปาเข้าไปบ่ายสองแล้ว

ตอนกลางวัน Conley เดินผ่าน ถามว่าเป็นยังไง เหมือนเมืองไทยไหม
ก็บอกเค้าไปว่ายุ่งกว่า (แต่ที่ยุ่งกว่าเนี่ย คือเราไม่เคยเจอจ๊อบที่มันทำกันจดนาทีสุดท้ายแบบนี้)
แต่ที่นี่ดีอย่าง ไม่ต้องทำงบเข้าเล่มให้ลูกค้า
แค่ส่งไฟล์ที่เป็น auditor report พร้อม ลายเซ็นต์ เป็นอันจบ
เออ......แปลกดีเหมือนกัน ว่าจะเสร็จ ก็เสร็จกันดื้อ ๆ ตอนบ่ายสามกว่า ๆ
แล้วก็มีส่งอีเมล์ขอบคุณกันกับลูกค้าที่พยายามช่วยเหลือทุกอย่าง ลูกค้าดีอ่ะ ไม่งั้นคงไม่เสร็จหรอก

หลังจากนั้นก็นั่งเคลียร์จ๊อบเก่าไป
แต่ดูแล้ววันนี้แต่ละคนไม่มีสมาธิทำงานกันนักหรอก
เพราะาอาทิตย์นี้เป็นวันหยุดยาวสามวัน เค้าคงมีแพลนไปเที่ยวกัน
(คือวันจันทร์เป็น Queens day)

ห้าโมงทุกคนเด้งออกจากโต๊ะ
แต่เราสิไม่รู้จะไปไหน เลยทำงานให้เสร็จตามที่ตั้งใจไว้ก่อน หลังจากดองมานาน
พอห้าโมงครึ่ง ออฟฟิศก็เริ่มร้างแล้ว
เราก็เลยไปเดินซื้อแบตเตอรี่ แล้วก็ recharge มือถือ คือตังหมดแล้ว ไม่งั้นไม่มีใช้

ระหว่างเดินอยู่ที่ target หาซื้อแบตเตอรี่อยู่
Jessica ก็โทรมาบอกว่าจะมารับกลับบ้าน
โอ้ว......ยังไม่ได้ของเลย เลยบอกเค้าว่าเดี๋ยวกลับเอง
(ถ้าไม่ได้ซื้อแบตใหม่ เดี๋ยวไม่มีใช้อ่ะ เพราะก้อนเก่ามีน้ำไหลออกมา คงใช้ไม่ได้แล้ว)

จากนั้นเดินไป JB Hi Fi มันเป็นร้านขายเกมส์ ซีดีเพลง หนัง แล้วก็อุปกรณ์อีเลคโทรนิคหลาย ๆ อย่าง
ที่นี่ซีดีแล้วก็ดีวีดีเยอะมาก มีดีวีดีเก่า ๆ ด้วย
Mr. Hollands Opus ที่เราเคยพยายามหามานาน ก็เจอที่นี่แผ่นนึง
นี่คิดเลยว่าต้องกลับไปคิดก่อนว่าอยากได้ดีวีดีเก่า ๆ เรื่องไหน แล้วค่อยมาซื้อทีหลัง วันนี้หาแบตเตอรี่ให้ได้ก่อน
ก่อนเดินออกจากร้าน เหลือบไปเห็น recharge battery ของ Duracell อ่ะ
ไม่รู้ดิว่าดีหรือเปล่า แต่ก็ซื้อแหละ สองก้อน จ่ายไปเกือบสิบเหรียญ

ก่อนกลับบ้านก็เดินไป Loi ได้ เครื่องต้มข่าของ Lobo มา (ชอบอ่ะ เลยซื้ออีก)
แล้วก็บะหมี่สำเร็จรูปของเกาหลี ซื้อไว้เผื่อเป็นมื้อกลางวันเวลาไปทำงานที่ลูกค้า
กว่าจะกลับถึงบ้านก็ทุ่มนึงแล้ว เค้าคงรอกินข้าวกันอยู่ อิอิ........ช้าสุดตามเคย

Perth Royal Show

ตื่นเช้ามาแปดโมง ก็รีบอาบน้ำแต่งตัวขึ้นไปกินอาหารเช้า
Diana ทำไข่คนให้กินกับขนมปัง
ระหว่างกินไป Diana ก็ดูตื่นเต้นที่จะไปส่งเรากับ Jessica ไป Perth Royal Show
ยังไม่พอ Diana เล่าว่า Jessica ก็ตื่นเต้นที่จะได้ไป
แต่เอ........ทำไมเราไม่ค่อยตื่นเต้นอ่ะ

ออกจากบ้าน11 โมง Diana ขับรถไปส่ง วันนี้ได้นั่งรถเปิดประทุนด้วย
Diana ใจดีให้ยืมหมวก ไม่งั้นกว่าจะไปถึงมีหวังหัวกระจุย
เมื่อวานดูพยากรณ์อากาศ เห็นบอกว่าวันนี้แดดออก
แต่ไหงพอออกจากบ้านแล้ว ฟ้าครึ้ม ๆ เมฆเยอะ ๆ ยังไงก็ไม่รู้
ภาวนาอย่างเดียวว่าอย่าให้ฝนตกเลย ไม่งั้นเที่ยวไม่สนุกแน่

ขับรถไปเกือบถึง Showground Jessica ก็ลงไปกด ATM
ตอนเรานั่งรออยู่ในรถ Diana ก็ถามว่า เอาหนังสือ แผนที่เกี่ยวกับงานมาหรือเปล่า
เหอ.............ไม่ได้เอามา นึกว่า Jessica หยิบมา
แต่พอถาม Jessica เค้าก็ว่า ลืมหยิบ ตกลงเลยต้องวนรถกลับไปเอาหนังสือที่บ้านใหม่อีกรอบ

งงหล่ะสิว่าทำไมเที่ยวงานแล้วต้องมีหนังสือ
คืองานมันเป็นงานใหญ่ ถ้าเทียบขนาด ก็คงพอ ๆ กับงานกาชาดที่สวนอัมพรอ่ะ หรือไม่ก็ใหญ่กว่า
ในหนังสือ ไม่ได้บอกแค่แผนที่ แต่บอกด้วยว่าเวลาไหนมีการแสดงอะไร

Perth Royal Show เป็นงานใหญ่มากของที่นี่
ส่วนใหญ่จะเป็นการออกงานของพวกฟาร์มที่เอาผลผลิตมาให้ดู
ก็มีทั้งสัตว์แล้วก็ผลผลิตทางการเกษตรนั่นแหละ
แต่ก็ไม่ได้มีแค่นั้น มันมีการประกวดสัตว์ด้วย เหมือนที่เคยเห็นในหนังนั่นแหละ
มีทั้งหมา นก ไก่ แกะ วัว ไปจนถึงการแข่งขันหมาต้อนแกะอ่ะ

ไปถึงงานก็เกือบเที่ยง จ่ายค่าเข้าไป 22 เหรียญ
อย่างแรกที่เข้าไปเจอ ก็จะเป็นการแสดงสัตว์ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นแพะ แกะ หมู
สัตว์พวกนี้จะอยู่ในคอกไม้เตี้ย ๆ แต่มีอยู่คอกนึง เค้าให้เด็ก ๆ เข้าไปจับได้ด้วย
มาคอกแรกก็ประทับใจแล้ว บ้านเราไม่เคยมีอ่ะ พอเห็นไรก็ตื่นตาตื่นใจไปหมด

เดินต่อไป จะเห็นเป็นเครื่องเล่นของเด็ก อย่างพวกม้าหมุนอ่ะ
แล้วก็มีบูตขาย showbags เห็นแล้วอยากจะปรี่เข้าไปดู
แต่ Jessica บอกไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่า จะค่อยซื้อกันช่วงทุ่มถึงสามทุ่มหน่ะ
เพราะเค้าจะรอดูพลุตอนสามทุ่มแล้วค่อยกลับบ้าน
เราเลยได้แต่แอบมองเป็นระยะ ๆ ว่ามันมีอะไรที่ไหนบ้าง

Showbags มันก็คือของที่เค้าเอาหลาย ๆ อย่างมารวมใส่ถุงขายอ่ะ
ซึ่งถ้าคิดมูลค่าของในถุงแล้ว มันจะถูกกว่าซื้อแยกตามปกติ
เราแอบมี list ของ showbags ที่อยากได้ไว้เพียบ ส่วนใหญ่จะเป็นขนมเด็ก ๆ
คิดรวม ๆ แล้วมันก็ 100 เหรียญอ่ะ โอ้ว.........เยอะนะนั่น แต่เอาเหอะ ครั้งหนึ่งในชีวิต

ระหว่างวันก็เดินดูตามซุ้มไปเรื่อย ดูสัตว์ที่ประกวดแล้วก็ดูการแสดง
อาหารกลางวันมื้อนี้เลยได้กิน Red Rooster
ที่เราสั่งมันเป็น chicken rolls มันก็คล้าย ๆ ขนมปังฮอตดอกอ่ะ แต่ข้างในเป็นเศษไก่กับมายองเนส
ขอย้ำว่าเหมือนเศษไก่มาก เพราะมันเป็นไก่ฉีก ๆ อ่ะ
ลองจินตนาการว่ากินไก่ KFC แล้วพอจะกินเนื้อตรงที่ติดกระดูกต้องเลาะออกมา นั่นแหละ ตรงนั้นเลย
นั่งกินไปดูการแสดงจักรยานผาดโผน แล้วก็การแสดงม้าที่สนามใหญ่
สนามที่นั่งดูใหญ่พอควร ซึ่งปกติเค้าคงเอาไว้ดูบอล หรือไม่ก็แข่งม้าอ่ะ
อากาศเริ่มร้อน แดดเริ่มออก โอ้ว ต้องถอดเสื้อหนาวเลย ไม่ไหวแล้ว
แต่ยังโชคดีนะที่มีแว่นกันแดด นี่ยังคิดไม่ออกเลยว่าจะเป็นยังไงถ้ามาที่นี่ยังไม่มีแว่นกันแดด

บ่ายสองจะมีการแสดงที่ Jessica อยากดู
มันเป็น Kylie show ต้องเสียค่าเข้า 6 เหรียญ
ไปซื้อบัตรแล้วก็ยืนรอตั้งแต่บ่ายโมงสี่สิบ เพราะ Jessica กลัวว่าจะไม่ได้นั่งที่ดี ๆ
ฝรั่งเนี่ยมันไม่ได้ตรงเวลากันทุกคนนะ (ดูอย่าง BD ดิ อิอิ ไปไงมาไงโดพาดพิงเฉยเลย)
คือการแสดงกว่าจะเริ่ม ก็บ่ายสองสิบห้าแล้ว
โชว์นี้เป็นเหมือนโชว์เลียนแบบการแสดงคอนเสิร์ตของ Kylie Minogue บวกกันการเดินแฟชั่นโชว์
จะว่าไปแล้วมันก็น่าเบื่อเหมือนกัน แต่เอาเหอะ รู้จักตั้งสองเพลง แถมคนร้องเสียงดี ร้องดี ให้อภัย
Jessica บอกว่า มันไม่ดีอย่างที่คิด แถมเวลารอมากกว่าเวลาแสดงอีก
ก็นะ การแสดงมันแค่ 30 45 นาทีเอง สั้นกว่าที่เราคิดไว้เยอะมาก แต่ก็ดีนะ ยาวกว่านี้คงคิดว่าเสียเวลาดู

ดูโชว์เสร็จก็ไปดูบูตใหม่ เห็น Jessica บอกว่าเพิ่งมีปีนี้
มันเป็นการแสดงเกี่ยวกับ Indonesia อ่ะ
คือคนที่นี่เค้าชอบไป Bali กัน แถมคนอินโดที่อยู่ใน Perth ก็มากอยู่
ในนั้นไม่มีไรมาก จะเห็นเป็นเรื่องเป็นราวหน่อยก็เหมือนจะมีการเต้นแบบอินโด
เห็นมีเครื่องดนตรีประจำชาติวางตั้งอยู่ มีชิ้นนึงเหมือนฆ้องบวกกับระนาดบ้านเรา
คือมันเป็นลูกฆ้องวง แต่รางไม่ได้เป็นวงอ่ะ มันเป็นรางตรง ๆ เหมือนของไทยแหละ
ไม่มีไรน่าสนใจ เดินต่อไป................

ระหว่างทาง Jessica ได้เสื้อกับกางเกงอยู่บ้านมาสองชุด
เห็นบอกว่าปีก่อนก็ได้ที่นี่แหละ มันถูก ตัวละ 15 เหรียญเอง
(อย่าคิดเป็นเงินไทยเด็ดขาด ไม่งั้นจะบอกว่าเนี่ยถูกแล้วเหรอ!!!!)
เราอาสาเอาใส่เป้แบกให้ จะได้ไม่ต้องถือให้หนัก
(แต่แบกไปสักพักก็หนักอ่ะ แต่ไม่มาก เลยไม่ได้บอก Jessica ให้ช่วยถือ อิอิ)

ที่ประทับใจของตอนบ่าย ก็มีที่ได้ดูโชว์ตัดขนแกะอ่ะ
มีสองคนตัด คนนึงเป็นเด็กหนุ่มใช้กรรไกร คงเป็นการตัดแบบโบราณ
อีกคนเป็นคนแก่หน่อย ใช้แบตเตอเลี่ยน เห็นแล้วก็สงสารแกะ ตัวเกรียนเลย
(เห็นแล้วนึกถึงคอนเน่ที่บ้านเวลาถูกตัดขน)

อีกโชว์นึงสนุกมากกกก เป็นโชว์หมาต้อนแกะ
คือเค้าจะมีการแข่งอ่ะ เค้าเลยเอามาโชว์ว่าหมาต้องทำอะไรบ้าง
มันก็จะเป็นการต้อนแกะเข้ากรง แต่มีอยู่อันมันยากตรงที่กรงมันพอดีแกะ 20 ตัว
ถ้าแกะยืนห่าง มันก็จะเข้าไปไม่หมด เราเลยได้เห็นลีลาหมากระโดดข้าม เหยียบหัวแกะ
เท่านั้นยังไม่พอ มีการโชว์ของลูกหมาที่เค้าเพี่งฝึกต้อนแกะอ่ะ
ลูกหมาเนี่ย ตัวยังไม่ถึงขาแกะเลย คิดถึงขนาดของชิตสุแล้วกัน
นั่นแหละ........ตัวเท่านั้นต้อนแกะเข้ากรง คิดดูว่ามันจะขำแค่ไหน

จากนั้นเดินผ่าน เครื่องเล่นอย่างพวก fun park อ่ะ
เราอยากเล่นอยู่หลายอัน แต่ Jessica เค้าไม่ชอบเล่น เราเลยไม่ขัด
คิดอีกทีดีเหมือนกัน เพราะเครื่องเล่นแต่ละอย่าง 8-10 เหรียญทั้งนั้นเลย เปลืองอ่ะ เปลือง.....

เดินผ่านเครื่องเล่นมา ก็ไปขึ้น carlift
มองจาก carlift ก็จะเห็นทั้งหมดของงานจากมุมสูง
ได้เห็นเครื่องเล่น ได้เห็นว่างานนี้มันใหญ่ขนาดไหน
แล้วก็อีกอย่างที่ชอบคือ เราได้มีโอกาสเห็นรุ้งกินน้ำด้วย สวยเหลือเกิน รุ้งกินน้ำบนฟ้าใส ๆ แบบนี้

หกโมงมีการแข่งวงตนตรี ถ้าเป็นบ้านเราก็เรียกว่า Coke music award
การแสดงก็ช้าตามเคย เพราะมีปัญหากับการเซ็ตเครื่องดนตรี
แต่วงเล่นดีนะ ยังเด็กอยู่เลย ดูแล้วอายุไม่น่าเกิน 15 แต่เล่นมันมากกกกกก

ดูได้วงเดียวก็เดินออกมา เพราะ Jessica คงกลัวเราไม่ได้ showbags ตามที่ต้องการ
แต่เค้าหิวอ่ะ เลยเดินไปซื้อข้าวโพดมากิน เห็น Jessica อยากกินมากมาย
ข้าวโพดที่นี่เหมือนข้าวโพดฝักละ 15 บาทบ้านเราแหละ
จะต่างกันตรงที่เค้ามีทาเนยสารพัด อย่างเช่น garlic butter, chilli butter
เราเลยลอง chilli butter โอ้ว........แปลกดี เผ็ด ๆ แต่ก็นะกินครั้งเดียวแหละ เพราะราคา 3.5 เหรียญ
นี่คงเป็นข้าวโพดที่แพงที่สุดที่เคยกินมา

จากนั้นก็เริ่มมองหาอาหารเย็น เกี่ยงกันอ่ะไม่มีใครยอมเลือก
เราก็ไม่รู้จะกินไร พอหันไปเห็น twisted chips เลยบอกว่าลองอันนี้แล้วกัน เห็นคนเยอะ
มันก็คือมันฝรั่งทอดเป็นเส้นยาว ๆ อ่ะ จะว่าไปแล้วมันก็เลี่ยนอยู่ ไม่อร่อยอย่างที่คิด

กินเสร็จก็เริ่มเดินซื้อ showbags แล้ว
เราก็เหมือนเด็ก เลยไปแล้วก็บอก Jessica แล้วเค้าก็บอกคนขายให้
ตอนแรกเรายังไม่หยิบ list หรอกกะดูไปเรื่อย ๆ ไง
แต่ Jessica คงไม่อยากเดินนาน บอกว่าเอา list มาเดี๋ยวซื้อตาม list นี้เลย
โอ้ว.........บางอย่างเห็นแล้วไม่อยากซื้อและ แพงอ่ะ มันแค่อมยิ้มกับท๊อฟฟี่ไม่กี่ชิ้น
แต่ที่ว่าไม่ซื้อก็ได้มาทั้งหมดเกือบสิบถุงนั่นแหละ

จะมีอยู่อย่างนึง คือ ช๊อคโกแลต Whittakers
เดินหากันอยู่นาน ถามใครก็ไม่มีใครรู้ว่าขายที่ไหน
จน Jessica ต้องเปิดหนังสือ ดูโฆษณาว่ามันอยู่ที่ไหน
ตอนแรกเกรงใจอ่ะ กะว่าถ้าหาไม่เจอก็ไม่เอาแล้ว
แต่ Jessica ดิ คงกลัวเราไม่ได้ของทั้งหมดที่ยากได้ พยายามหาให้ซะ กว่าจะเจอก็เล่นเอาเหนื่อย

รู้แล้วว่าทำไม Jessica ถึงให้ซื้อ showbags ท้ายสุด
เพราะนี่ขนาดถือแค่สองชั่วโมงนะ ไหล่จะหลุด
สรุปแล้วได้มา 10 ถุงพอดี เต็มไม้เต็มมือ เสียไปทั้งหมด 107 เหรียญ โอ้ว................

สองทุ่มกว่าพยายามหาที่นั่ง แต่ก็หาไม่ได้
Jessica เลยคิดว่าเดี๋ยวจะไปยืนดูพลุใกล้ ๆ ทางออกที่ Diana จะมารับ
เพราะถ้ารองานเลิกแล้วค่อยเดินไปเนี่ย คงจะเสียเวลา Diana ที่ต้องรอ
ตอนแรกเราคิดว่าคนจะดูไม่เยอะ แต่ที่ไหนได้ ถ้ากะประมาณแล้ว ก็น่าจะเป็นหมื่นอยู่

โชคไม่ดีตรงที่ระหว่างรอดูพลุ ฝนตกคะ
หาที่หลบไม่ได้ก็ยืนตากฝนไป ร่มก็ไม่ได้เอามา เมื่อยก็เมื่อย
แต่ดีอย่างฝนที่นี่ ตกไม่หนักเหมือนบ้านเรา แล้วพอนึกจะหยุด มันก็หยุดซะงั้น เลยไม่เปียกกันม