counter 1,657

Swan Valley: Spring in the valley

อาทิตย์นี้มีงานที่ Swan Valley ชื่อว่า Spring in the valley
ที่ Swan Valley เค้าขึ้นชื่อเรื่องไวน์ ก็มีไร่ไวน์เยอะ
กิจกรรมหลักของงานนี้ก็เป็นการชิมไวน์ แล้วก็มีกิจกรรมอื่น ๆ ที่แต่ละไร่เค้าจะจัด

คราวก่อนมา Guildford เที่ยว Swan Valley ไม่ได้ถ้าไม่มีรถ
พอมีงานนี้ เราเลยมาได้ เพราะเค้าก็มีรถบัสวิ่งราคา 10 เหรียญ ขึ้นที่ป้ายรถตรงสถานนีรถไฟ Midland
รถบัสเค้าจะวิ่งเป็นวงกลม โดยจะมีป้ายรถตามหน้าไร่ที่ร่วมงาน
10 เหรียญ จะขึ้นหรือลงตรงไหนก็ได้ตลอดทั้งวัน

เมื่อวันก่อน Diana ใจดี แอบเอาโบรชัวร์มาฝาก
แล้วเค้าก็แนะนำว่าไร่ไหนดี ๆ ที่น่าไป
คือ Diana เค้าเป็นนักดื่มไวน์ตัวยง เห็นกินทุกวันเลย กินแทนน้ำก็ว่าได้

ข้อมูลในมือพร้อม ตัง(ไม่ค่อย)พร้อม
ออกเดินทางจากบ้าน 10 โมงครึ่ง อันนี้สายกว่าที่คาดไว้เพราะไม่ยอมตื่น
พลาดรถไฟขบวนที่ต้องไปไปเพียงสองนาที
วันนี้วิ่งไม่ได้อ่ะ เจ็บเท้าอีกตามเคย แต่ไม่ไปวันนี้ก็ไม่ได้เพราะงานมีแค่สองวัน
(ก่อนออกจากบ้านกินยา แล้วก็ทายาวิเศษ คงทำให้เดินได้ทั้งวันแหละ อิอิ)

นั่งรอรถไฟสิบนาที รถก็มา
คนขึ้นเยอะอ่ะ คาดว่าคงไปงานเดียวกับเรานั่นแหละ
นั่งรถไฟไปครึ่งชั่วโมงก็ถึง Midland
(Midland จะอยู่ทางเหนือของ Perth)

ตอนแรกไปถึง หาไม่เจอว่าต้องไปขึ้นรถที่ไหน
แต่พอเห็นคนต่อแถวเท่านั้นแหละ ถึงบางอ้อ เดินไปต่อกับเค้ามั่ง
วันนี้แดดออก ร้อนมากกกก ระหว่างยืนรอ ต้องหันหลังให้แดด
แต่ก็ไม่ได้ดีขึ้นเลย แสบหลังอีกต่างหาก

คนรอเยอะมาก รถมาสองคันแล้ว เรายังไม่ได้ขึ้น
กว่าจะได้ขึ้นรถก็เที่ยงสิบเข้าไปแล้วอ่ะ
ขึ้นรถแล้วก็ต้องหยิบแผนที่มาดู วางแผนการเดินทาง
สองที่ที่จะไปคือ Margaret River Chocolate Factory & Sandalford มันอยู่ป้ายท้าย ๆ แล้ว
เลยคิดว่าจะไปก่อน เผื่อใช้เวลาที่นั้นเยอะ

นั่งรถวนเกือบครบรอบก็ใช้เวลาเกือบชั่วโมงนั่นแหละ
ระหว่างทางก็สังเกตเอาว่าไร่ไหนที่คนเยอะ ๆ ไร่ไหนน่าจะแวะ เก็บข้อมูลไว้ก่อน
ป้ายแรกที่ลงคือ Margaret River Chocolate Factory
(ดูชื่อก็รู้และว่าทำไมถึงต้องมาก่อน)
เห็นทัวร์ไหน ๆ เค้าก็มีแวะที่นี่ คงจะดังจริง

ที่นี่คงเป็นที่สำหรับครอบครัว เพราะเดินเข้าไปก็เห็นเครื่องเล่นเด็กตั้งอยู่ที่สนาม
พอเข้าไปในร้าน โอ้ว.......คลาสสิคมาก แต่เป็นสีดำ ชอบมากมาย
ปรี่เข้าไปหาช๊อคโกแลต แต่หยิบไม่ลงอ่ะ แพงมาก
เดินลึกเข้าไปข้างใน จะเห็นห้องกระจก เป็นการโชว์ทำช๊อคโกแลต แล้วก็มีให้ชิม
อันที่ให้ชิมเนี่ยมันเป็น honeycomb
(ตอนหยิบไม่รู้หรอกว่ามันเป็นอะไร ถ้ารู้คงไม่หยิบ เพราะเคยกินแล้วไม่อร่อย แต่ที่นี่ทำแล้วอร่อยมากๆๆๆ)

เดินวนไปวนมา คิดแล้วคิดอีกว่าจะหยิบดีไม่หยิบดี
(ตังเหลือแค่ร้อยเดียวอ่ะ ต้องอยู่อีกตั้งอาทิตย์กว่า)
แต่หันไปเห็นถังช๊อคโกแลตที่เค้าให้ชิม พอกินแล้ว โอ้ว......หยิบเลย อร่อยมาก ๆๆๆๆๆๆๆๆ
ซื้อเป็นของฝากแล้วกัน (ถ้ากินเองคงไม่ซื้ออ่ะ แพงเกิน)

เท่านั้นไม่พอ หิวอ่ะ หิว หันไปเห็นไอศกรีม
เอาฟ่ะ...........สี่เหรียญ กินไอศกรีมช๊อคโกแลต
ไม่ผิดหวังอ่ะ อร่อยมากเหมือนกัน

เดินวนไปวนมาในร้านหลายรอบ
แล้วก็ตัดใจเดินออก (รอพี่เอ๋เอาตังมาก่อน อาจจะตัดใจซื้อกินเอง)
หลังจากนั้นออกเดินทางต่อ ไปยืนรอรถสักสิบนาที
ประมาณบ่ายสองสิบก็ได้ขึ้นรถ ที่หมายต่อไปคือ Sandalford

นั่งรถไปห้านาทีก็ถึงเพราะอยู่ถัดไปประมาณ 3 ป้าย
ทางเข้าของไร่เหมือนทางเข้าสนามกอล์ฟ
ต้องเดินเข้าไปประมาณ 500 เมตร สองข้างทางเป็นไร่ไวน์
ระหว่างเดิน ก็มีรถเหมือนรถตู้ บีบแตรแล้วก็จะเปิดประตูให้ขึ้น
แต่ไม่เอาอ่ะ ท่าจะเมากันทั้งรถ เพราะเห็นเสียงดังโวยวาย
เลยโบกมือว่าไม่ไป เดินเองดีสบายใจกว่าเยอะ

กว่าจะเดินถึงก็เกือบหมดแรง แดดร้อนมาก ๆๆๆๆ เริ่มแสบหลัง
(ก็ไม่ได้ทากันแดดที่หลังนี่ ตากแดดทั้งวันนี่นะ)
เข้าในไปงานซึ่งจัดที่สนาม เป็นลานกว้าง แต่คนเต็มสนาม
ไร่นี้มีเปิดเพลง แล้วก็ซุ้มขายอาหาร เคาเตอร์ชิมไวน์
ราคา 8 เหรียญ ได้ชิมไวน์ 4 อย่างแถมแก้วไวน์อีก
นี่ถ้าเรากินเป็น คงลองเลยนะนี่ เห็นเค้ากินแล้วสนุกอ่ะ

เนื่องจากทำไรไม่ได้มาก เลยได้แต่เดินถ่ายรูป
แล้วก็เดินออกมา กะว่าจะไปดูไร่อื่น ๆ ต่อ เผื่อมีกิจกรรมอื่น ๆ ที่เราสนใจมั่ง

นั่งรถวนกลับไปสถานีรถไฟใหม่ เพราะรถนี้วิ่งเป็นวงกลมอ่ะ
ไร่ต่อไปที่เลือกไปคือ Jane Brook เป็นไร่ที่อยู่ป้ายแรก ๆ แหละ
เป็นอีกที่ที่ Diana แนะนำให้มา
ทางเข้าไม่กว้างใหญ่เหมือน Sandalford แต่ดูจากข้างนอกแล้วน่าจะเป็นไร่เก่าแก่

เข้าไปด้านในก็จะมีถังไวน์นอนเรียงอยู่เป็นแถว
คาดว่าที่เรียงอยู่นั่น น่าจะเป็นการตั้งโชว์มากกว่า
ที่ไร่นี้จะมีร้านขายของที่ระลึกอยู่สองสามร้าน
(อย่าเรียกว่าร้านดีกว่า มันเป็นแค่โต๊ะสองสามตัวตั้งขายของอ่ะ)

ไร่นี้คนน้อยกว่า Sandalford มาก
อาจเป็นเพราะว่าเป็นไร่แรก ๆ คนแวะก่อนแล้วก็ไป
ไร่นี้ไม่ค่อยครึกครื้น ไม่มีการเปิดเพลงหรือกิจกรรมอื่น
ทำไรไม่ได้มาก สังเกตการณ์แล้วเดินออกตามเคย
ยังคิดอยู่ว่าอยากลองชิมไวน์ หาข้อมูลใน brochure เผื่อมีที่ถูก ๆ (กินไม่ได้จะได้ไม่เสียดายตังไง)

ระหว่างยืนรอรถ ยืนดู brochure ก็มีสองคนหันมาทักทาย (คาดว่าน่าจะเมา)
แต่โชคดีหน่อย รถมาพอดีอ่ะ เลยรีบขึ้นรถไป

บ่ายสามกว่าเกือบสี่โมงแล้ว เริ่มรู้สึกเหนื่อย
เริ่มลังเลว่าจะไปไร่อื่นต่อ หรือว่าจะนั่งรถไปถึงสถานีรถไฟดี
แต่คงเพราะแดดร้อนจัด แล้วก็เหนื่อยเกิน เลยตัดสินใจนั่งรถต่อไปจนถึงสถานีรถไฟ

นึกว่าจะได้นั่งในรถสงบ ๆ แต่ที่ไหนได้
พวกวัยรุ่นเค้ากินไวน์กันจนเมา ขึ้นรถเพลงก็แหกปากร้องเพลงกันลั่น
เค้าไม่สนใจหรอกว่าคนบนรถเยอะแยะขนาดไหน พวกเค้ามาก เค้าจะร้องเค้าก็ร้อง
เราจะหนีไปไหนก็ไม่ได้ รถคันไหนก็คงเหมือนกัน เลยต้องทนนั่งต่อไป

5 โมงถึงสถานีรถไฟ นั่งรถไฟอีกครึ่งชั่วโมงถึง Claisebrook
ต้องเดินกลับบ้านอีก เห้อ..............เหนื่อยอ่ะ เหนื่อยมาก
ในใจคิดอย่างเดียวว่า วันนี้จะสนุกกว่านี้ถ้าเรากินไวน์เป็น
ที่ประทับใจจริง ๆ ก็คงเป็น Margaret River Chocolate Factory แล้วก็วิวสวย ๆ ของไร่ไวน์
ครั้งหนึ่งในชีวิต ได้เห็นเท่านี้ก็ถือว่าคุ้มมากมาย

Swan Valley: Spring in the valley

อาทิตย์นี้มีงานที่ Swan Valley ชื่อว่า Spring in the valley
ที่ Swan Valley เค้าขึ้นชื่อเรื่องไวน์ ก็มีไร่ไวน์เยอะ
กิจกรรมหลักของงานนี้ก็เป็นการชิมไวน์ แล้วก็มีกิจกรรมอื่น ๆ ที่แต่ละไร่เค้าจะจัด

คราวก่อนมา Guildford เที่ยว Swan Valley ไม่ได้ถ้าไม่มีรถ
พอมีงานนี้ เราเลยมาได้ เพราะเค้าก็มีรถบัสวิ่งราคา 10 เหรียญ ขึ้นที่ป้ายรถตรงสถานนีรถไฟ Midland
รถบัสเค้าจะวิ่งเป็นวงกลม โดยจะมีป้ายรถตามหน้าไร่ที่ร่วมงาน
10 เหรียญ จะขึ้นหรือลงตรงไหนก็ได้ตลอดทั้งวัน

เมื่อวันก่อน Diana ใจดี แอบเอาโบรชัวร์มาฝาก
แล้วเค้าก็แนะนำว่าไร่ไหนดี ๆ ที่น่าไป
คือ Diana เค้าเป็นนักดื่มไวน์ตัวยง เห็นกินทุกวันเลย กินแทนน้ำก็ว่าได้

ข้อมูลในมือพร้อม ตัง(ไม่ค่อย)พร้อม
ออกเดินทางจากบ้าน 10 โมงครึ่ง อันนี้สายกว่าที่คาดไว้เพราะไม่ยอมตื่น
พลาดรถไฟขบวนที่ต้องไปไปเพียงสองนาที
วันนี้วิ่งไม่ได้อ่ะ เจ็บเท้าอีกตามเคย แต่ไม่ไปวันนี้ก็ไม่ได้เพราะงานมีแค่สองวัน
(ก่อนออกจากบ้านกินยา แล้วก็ทายาวิเศษ คงทำให้เดินได้ทั้งวันแหละ อิอิ)

นั่งรอรถไฟสิบนาที รถก็มา
คนขึ้นเยอะอ่ะ คาดว่าคงไปงานเดียวกับเรานั่นแหละ
นั่งรถไฟไปครึ่งชั่วโมงก็ถึง Midland
(Midland จะอยู่ทางเหนือของ Perth)

ตอนแรกไปถึง หาไม่เจอว่าต้องไปขึ้นรถที่ไหน
แต่พอเห็นคนต่อแถวเท่านั้นแหละ ถึงบางอ้อ เดินไปต่อกับเค้ามั่ง
วันนี้แดดออก ร้อนมากกกก ระหว่างยืนรอ ต้องหันหลังให้แดด
แต่ก็ไม่ได้ดีขึ้นเลย แสบหลังอีกต่างหาก

คนรอเยอะมาก รถมาสองคันแล้ว เรายังไม่ได้ขึ้น
กว่าจะได้ขึ้นรถก็เที่ยงสิบเข้าไปแล้วอ่ะ
ขึ้นรถแล้วก็ต้องหยิบแผนที่มาดู วางแผนการเดินทาง
สองที่ที่จะไปคือ Margaret River Chocolate Factory & Sandalford มันอยู่ป้ายท้าย ๆ แล้ว
เลยคิดว่าจะไปก่อน เผื่อใช้เวลาที่นั้นเยอะ

นั่งรถวนเกือบครบรอบก็ใช้เวลาเกือบชั่วโมงนั่นแหละ
ระหว่างทางก็สังเกตเอาว่าไร่ไหนที่คนเยอะ ๆ ไร่ไหนน่าจะแวะ เก็บข้อมูลไว้ก่อน
ป้ายแรกที่ลงคือ Margaret River Chocolate Factory
(ดูชื่อก็รู้และว่าทำไมถึงต้องมาก่อน)
เห็นทัวร์ไหน ๆ เค้าก็มีแวะที่นี่ คงจะดังจริง

ที่นี่คงเป็นที่สำหรับครอบครัว เพราะเดินเข้าไปก็เห็นเครื่องเล่นเด็กตั้งอยู่ที่สนาม
พอเข้าไปในร้าน โอ้ว.......คลาสสิคมาก แต่เป็นสีดำ ชอบมากมาย
ปรี่เข้าไปหาช๊อคโกแลต แต่หยิบไม่ลงอ่ะ แพงมาก
เดินลึกเข้าไปข้างใน จะเห็นห้องกระจก เป็นการโชว์ทำช๊อคโกแลต แล้วก็มีให้ชิม
อันที่ให้ชิมเนี่ยมันเป็น honeycomb
(ตอนหยิบไม่รู้หรอกว่ามันเป็นอะไร ถ้ารู้คงไม่หยิบ เพราะเคยกินแล้วไม่อร่อย แต่ที่นี่ทำแล้วอร่อยมากๆๆๆ)

เดินวนไปวนมา คิดแล้วคิดอีกว่าจะหยิบดีไม่หยิบดี
(ตังเหลือแค่ร้อยเดียวอ่ะ ต้องอยู่อีกตั้งอาทิตย์กว่า)
แต่หันไปเห็นถังช๊อคโกแลตที่เค้าให้ชิม พอกินแล้ว โอ้ว......หยิบเลย อร่อยมาก ๆๆๆๆๆๆๆๆ
ซื้อเป็นของฝากแล้วกัน (ถ้ากินเองคงไม่ซื้ออ่ะ แพงเกิน)

เท่านั้นไม่พอ หิวอ่ะ หิว หันไปเห็นไอศกรีม
เอาฟ่ะ...........สี่เหรียญ กินไอศกรีมช๊อคโกแลต
ไม่ผิดหวังอ่ะ อร่อยมากเหมือนกัน

เดินวนไปวนมาในร้านหลายรอบ
แล้วก็ตัดใจเดินออก (รอพี่เอ๋เอาตังมาก่อน อาจจะตัดใจซื้อกินเอง)
หลังจากนั้นออกเดินทางต่อ ไปยืนรอรถสักสิบนาที
ประมาณบ่ายสองสิบก็ได้ขึ้นรถ ที่หมายต่อไปคือ Sandalford

นั่งรถไปห้านาทีก็ถึงเพราะอยู่ถัดไปประมาณ 3 ป้าย
ทางเข้าของไร่เหมือนทางเข้าสนามกอล์ฟ
ต้องเดินเข้าไปประมาณ 500 เมตร สองข้างทางเป็นไร่ไวน์
ระหว่างเดิน ก็มีรถเหมือนรถตู้ บีบแตรแล้วก็จะเปิดประตูให้ขึ้น
แต่ไม่เอาอ่ะ ท่าจะเมากันทั้งรถ เพราะเห็นเสียงดังโวยวาย
เลยโบกมือว่าไม่ไป เดินเองดีสบายใจกว่าเยอะ

กว่าจะเดินถึงก็เกือบหมดแรง แดดร้อนมาก ๆๆๆๆ เริ่มแสบหลัง
(ก็ไม่ได้ทากันแดดที่หลังนี่ ตากแดดทั้งวันนี่นะ)
เข้าในไปงานซึ่งจัดที่สนาม เป็นลานกว้าง แต่คนเต็มสนาม
ไร่นี้มีเปิดเพลง แล้วก็ซุ้มขายอาหาร เคาเตอร์ชิมไวน์
ราคา 8 เหรียญ ได้ชิมไวน์ 4 อย่างแถมแก้วไวน์อีก
นี่ถ้าเรากินเป็น คงลองเลยนะนี่ เห็นเค้ากินแล้วสนุกอ่ะ

เนื่องจากทำไรไม่ได้มาก เลยได้แต่เดินถ่ายรูป
แล้วก็เดินออกมา กะว่าจะไปดูไร่อื่น ๆ ต่อ เผื่อมีกิจกรรมอื่น ๆ ที่เราสนใจมั่ง

นั่งรถวนกลับไปสถานีรถไฟใหม่ เพราะรถนี้วิ่งเป็นวงกลมอ่ะ
ไร่ต่อไปที่เลือกไปคือ Jane Brook เป็นไร่ที่อยู่ป้ายแรก ๆ แหละ
เป็นอีกที่ที่ Diana แนะนำให้มา
ทางเข้าไม่กว้างใหญ่เหมือน Sandalford แต่ดูจากข้างนอกแล้วน่าจะเป็นไร่เก่าแก่

เข้าไปด้านในก็จะมีถังไวน์นอนเรียงอยู่เป็นแถว
คาดว่าที่เรียงอยู่นั่น น่าจะเป็นการตั้งโชว์มากกว่า
ที่ไร่นี้จะมีร้านขายของที่ระลึกอยู่สองสามร้าน
(อย่าเรียกว่าร้านดีกว่า มันเป็นแค่โต๊ะสองสามตัวตั้งขายของอ่ะ)

ไร่นี้คนน้อยกว่า Sandalford มาก
อาจเป็นเพราะว่าเป็นไร่แรก ๆ คนแวะก่อนแล้วก็ไป
ไร่นี้ไม่ค่อยครึกครื้น ไม่มีการเปิดเพลงหรือกิจกรรมอื่น
ทำไรไม่ได้มาก สังเกตการณ์แล้วเดินออกตามเคย
ยังคิดอยู่ว่าอยากลองชิมไวน์ หาข้อมูลใน brochure เผื่อมีที่ถูก ๆ (กินไม่ได้จะได้ไม่เสียดายตังไง)

ระหว่างยืนรอรถ ยืนดู brochure ก็มีสองคนหันมาทักทาย (คาดว่าน่าจะเมา)
แต่โชคดีหน่อย รถมาพอดีอ่ะ เลยรีบขึ้นรถไป

บ่ายสามกว่าเกือบสี่โมงแล้ว เริ่มรู้สึกเหนื่อย
เริ่มลังเลว่าจะไปไร่อื่นต่อ หรือว่าจะนั่งรถไปถึงสถานีรถไฟดี
แต่คงเพราะแดดร้อนจัด แล้วก็เหนื่อยเกิน เลยตัดสินใจนั่งรถต่อไปจนถึงสถานีรถไฟ

นึกว่าจะได้นั่งในรถสงบ ๆ แต่ที่ไหนได้
พวกวัยรุ่นเค้ากินไวน์กันจนเมา ขึ้นรถเพลงก็แหกปากร้องเพลงกันลั่น
เค้าไม่สนใจหรอกว่าคนบนรถเยอะแยะขนาดไหน พวกเค้ามาก เค้าจะร้องเค้าก็ร้อง
เราจะหนีไปไหนก็ไม่ได้ รถคันไหนก็คงเหมือนกัน เลยต้องทนนั่งต่อไป

5 โมงถึงสถานีรถไฟ นั่งรถไฟอีกครึ่งชั่วโมงถึง Claisebrook
ต้องเดินกลับบ้านอีก เห้อ..............เหนื่อยอ่ะ เหนื่อยมาก
ในใจคิดอย่างเดียวว่า วันนี้จะสนุกกว่านี้ถ้าเรากินไวน์เป็น
ที่ประทับใจจริง ๆ ก็คงเป็น Margaret River Chocolate Factory แล้วก็วิวสวย ๆ ของไร่ไวน์
ครั้งหนึ่งในชีวิต ได้เห็นเท่านี้ก็ถือว่าคุ้มมากมาย

Post Post Post

เมื่อวานได้รับจดหมายจากไปรษณีย์ว่ามีพัสดุส่งมา ให้ไปรับที่ไปรษณีย์
วันนี้เลยคิดว่าตอนกลางวันจะรีบไปรีบกลับ
เพราะไปรษณีย์นั้นมันไม่ได้อยู่ใกล้ออฟฟิศเลย ให้ตายเถอะ

เที่ยงสี่สิบ รีบออกจากออฟฟิศพร้อมด้วย passport จดหมาย แล้วก็ถุงยา
เพราะคิดว่าเค้าคงให้ไปรับยาที่โดนยึด
ตอนแรกเดินไปตามถนน Hay Street แต่พอดูเลขที่แล้ว ต้องเดินอีกไกลอ่ะ ไม่ไหวและ
หา Red CAT นั่งดีกว่า แต่กว่าจะนึกได้ ก็เดินไปเกือบครึ่งทางแล้ว

พอเห็นไปรษณีย์ก็ดีใจ รีบตะกุยตะกายเข้าไปต่อแถว
ไปรษณีย์ที่นี่เค้าทำหลายอย่างมากเลยอ่ะ
ขายเครื่องเขียน รับส่งพัสดุ ขาย pre-paid card ของมือถือ อินเตอร์เน็ต
แล้วก็ยังขายมือถือ pre-paid อีก

รอไม่เกินสองนาที เจ้าหน้าที่ก็เรียก
เราก็ยื่น notice ให้เค้า แล้วเค้าก็ถามถึง passport
พอยื่นให้เค้าก็รีบเดินไปหาจดหมาย
พอเห็นเค้าหยิบมา ก็เอะใจว่าทำไมซองมันเล็กจัง หรือว่ามันจะไม่ใช่ยา
(แล้วมันเป็นไรหว่า งงต่อไป)
เค้าก็ให้เซ็นต์ชื่อรับ แต่คราวนี้มีถามด้วยว่าชื่อ นามสกุลออกเสียงยังไง
มีการบอกอีกว่าแปลกดีเนอะ โอ้ว............ไม่ใช่ชื่อฝรั่งนี่ จะได้เขียนกันสั้น ๆ อ่านง่าย ๆ

รับซองมาก็รีบแกะ แอบฉุน แอบเคืองว่าให้มารับทำไมฟ่ะ มาตั้งไกลให้มารับกระดาษสองแผ่น
คือมันเป็นจดหมายเตือนว่ายาถูกยึด ถ้าจะเอาต้องไปทำคำร้องขอรับยา
(ก็เคยได้แล้ว ซองจดหมายที่แกะก็ใส่จดหมายนี้มาแล้วครั้งนึงนี่)
แล้วอีกแผ่นก็เขียนว่า นำเข้าสิ่งของโดยไม่ได้ขออนุญาตก่อน มีความผิดร้ายแรง
มีโทษจำคุก ปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับ โอ้ยยยยยย แค่ยาแก้อักเสบหน่ะ ติดคุกเลยเหรอ
(ประเทศนี้มันไรกันนี่ ยาแก้อักเสบ ก็เอาไปตรวจดิ ว่ามันเป็นยาแก้อักเสบจริงหรือเปล่า
จะยึด ก็ยึดไป ไม่เอาก็ได้ แต่ทำไมต้องให้มาตั้งไกล มารับจดหมายไรงี้ด้วยฟ่ะ!!!)

Swan Valley: Spring in the valley

อาทิตย์นี้มีงานที่ Swan Valley ชื่อว่า Spring in the valley
ที่ Swan Valley เค้าขึ้นชื่อเรื่องไวน์ ก็มีไร่ไวน์เยอะ
กิจกรรมหลักของงานนี้ก็เป็นการชิมไวน์ แล้วก็มีกิจกรรมอื่น ๆ ที่แต่ละไร่เค้าจะจัด

คราวก่อนมา Guildford เที่ยว Swan Valley ไม่ได้ถ้าไม่มีรถ
พอมีงานนี้ เราเลยมาได้ เพราะเค้าก็มีรถบัสวิ่งราคา 10 เหรียญ ขึ้นที่ป้ายรถตรงสถานนีรถไฟ Midland
รถบัสเค้าจะวิ่งเป็นวงกลม โดยจะมีป้ายรถตามหน้าไร่ที่ร่วมงาน
10 เหรียญ จะขึ้นหรือลงตรงไหนก็ได้ตลอดทั้งวัน

เมื่อวันก่อน Diana ใจดี แอบเอาโบรชัวร์มาฝาก
แล้วเค้าก็แนะนำว่าไร่ไหนดี ๆ ที่น่าไป
คือ Diana เค้าเป็นนักดื่มไวน์ตัวยง เห็นกินทุกวันเลย กินแทนน้ำก็ว่าได้

ข้อมูลในมือพร้อม ตัง(ไม่ค่อย)พร้อม
ออกเดินทางจากบ้าน 10 โมงครึ่ง อันนี้สายกว่าที่คาดไว้เพราะไม่ยอมตื่น
พลาดรถไฟขบวนที่ต้องไปไปเพียงสองนาที
วันนี้วิ่งไม่ได้อ่ะ เจ็บเท้าอีกตามเคย แต่ไม่ไปวันนี้ก็ไม่ได้เพราะงานมีแค่สองวัน
(ก่อนออกจากบ้านกินยา แล้วก็ทายาวิเศษ คงทำให้เดินได้ทั้งวันแหละ อิอิ)

นั่งรอรถไฟสิบนาที รถก็มา
คนขึ้นเยอะอ่ะ คาดว่าคงไปงานเดียวกับเรานั่นแหละ
นั่งรถไฟไปครึ่งชั่วโมงก็ถึง Midland
(Midland จะอยู่ทางเหนือของ Perth)

ตอนแรกไปถึง หาไม่เจอว่าต้องไปขึ้นรถที่ไหน
แต่พอเห็นคนต่อแถวเท่านั้นแหละ ถึงบางอ้อ เดินไปต่อกับเค้ามั่ง
วันนี้แดดออก ร้อนมากกกก ระหว่างยืนรอ ต้องหันหลังให้แดด
แต่ก็ไม่ได้ดีขึ้นเลย แสบหลังอีกต่างหาก

คนรอเยอะมาก รถมาสองคันแล้ว เรายังไม่ได้ขึ้น
กว่าจะได้ขึ้นรถก็เที่ยงสิบเข้าไปแล้วอ่ะ
ขึ้นรถแล้วก็ต้องหยิบแผนที่มาดู วางแผนการเดินทาง
สองที่ที่จะไปคือ Margaret River Chocolate Factory & Sandalford มันอยู่ป้ายท้าย ๆ แล้ว
เลยคิดว่าจะไปก่อน เผื่อใช้เวลาที่นั้นเยอะ

นั่งรถวนเกือบครบรอบก็ใช้เวลาเกือบชั่วโมงนั่นแหละ
ระหว่างทางก็สังเกตเอาว่าไร่ไหนที่คนเยอะ ๆ ไร่ไหนน่าจะแวะ เก็บข้อมูลไว้ก่อน
ป้ายแรกที่ลงคือ Margaret River Chocolate Factory
(ดูชื่อก็รู้และว่าทำไมถึงต้องมาก่อน)
เห็นทัวร์ไหน ๆ เค้าก็มีแวะที่นี่ คงจะดังจริง

ที่นี่คงเป็นที่สำหรับครอบครัว เพราะเดินเข้าไปก็เห็นเครื่องเล่นเด็กตั้งอยู่ที่สนาม
พอเข้าไปในร้าน โอ้ว.......คลาสสิคมาก แต่เป็นสีดำ ชอบมากมาย
ปรี่เข้าไปหาช๊อคโกแลต แต่หยิบไม่ลงอ่ะ แพงมาก
เดินลึกเข้าไปข้างใน จะเห็นห้องกระจก เป็นการโชว์ทำช๊อคโกแลต แล้วก็มีให้ชิม
อันที่ให้ชิมเนี่ยมันเป็น honeycomb
(ตอนหยิบไม่รู้หรอกว่ามันเป็นอะไร ถ้ารู้คงไม่หยิบ เพราะเคยกินแล้วไม่อร่อย แต่ที่นี่ทำแล้วอร่อยมากๆๆๆ)

เดินวนไปวนมา คิดแล้วคิดอีกว่าจะหยิบดีไม่หยิบดี
(ตังเหลือแค่ร้อยเดียวอ่ะ ต้องอยู่อีกตั้งอาทิตย์กว่า)
แต่หันไปเห็นถังช๊อคโกแลตที่เค้าให้ชิม พอกินแล้ว โอ้ว......หยิบเลย อร่อยมาก ๆๆๆๆๆๆๆๆ
ซื้อเป็นของฝากแล้วกัน (ถ้ากินเองคงไม่ซื้ออ่ะ แพงเกิน)

เท่านั้นไม่พอ หิวอ่ะ หิว หันไปเห็นไอศกรีม
เอาฟ่ะ...........สี่เหรียญ กินไอศกรีมช๊อคโกแลต
ไม่ผิดหวังอ่ะ อร่อยมากเหมือนกัน

เดินวนไปวนมาในร้านหลายรอบ
แล้วก็ตัดใจเดินออก (รอพี่เอ๋เอาตังมาก่อน อาจจะตัดใจซื้อกินเอง)
หลังจากนั้นออกเดินทางต่อ ไปยืนรอรถสักสิบนาที
ประมาณบ่ายสองสิบก็ได้ขึ้นรถ ที่หมายต่อไปคือ Sandalford

นั่งรถไปห้านาทีก็ถึงเพราะอยู่ถัดไปประมาณ 3 ป้าย
ทางเข้าของไร่เหมือนทางเข้าสนามกอล์ฟ
ต้องเดินเข้าไปประมาณ 500 เมตร สองข้างทางเป็นไร่ไวน์
ระหว่างเดิน ก็มีรถเหมือนรถตู้ บีบแตรแล้วก็จะเปิดประตูให้ขึ้น
แต่ไม่เอาอ่ะ ท่าจะเมากันทั้งรถ เพราะเห็นเสียงดังโวยวาย
เลยโบกมือว่าไม่ไป เดินเองดีสบายใจกว่าเยอะ

กว่าจะเดินถึงก็เกือบหมดแรง แดดร้อนมาก ๆๆๆๆ เริ่มแสบหลัง
(ก็ไม่ได้ทากันแดดที่หลังนี่ ตากแดดทั้งวันนี่นะ)
เข้าในไปงานซึ่งจัดที่สนาม เป็นลานกว้าง แต่คนเต็มสนาม
ไร่นี้มีเปิดเพลง แล้วก็ซุ้มขายอาหาร เคาเตอร์ชิมไวน์
ราคา 8 เหรียญ ได้ชิมไวน์ 4 อย่างแถมแก้วไวน์อีก
นี่ถ้าเรากินเป็น คงลองเลยนะนี่ เห็นเค้ากินแล้วสนุกอ่ะ

เนื่องจากทำไรไม่ได้มาก เลยได้แต่เดินถ่ายรูป
แล้วก็เดินออกมา กะว่าจะไปดูไร่อื่น ๆ ต่อ เผื่อมีกิจกรรมอื่น ๆ ที่เราสนใจมั่ง

นั่งรถวนกลับไปสถานีรถไฟใหม่ เพราะรถนี้วิ่งเป็นวงกลมอ่ะ
ไร่ต่อไปที่เลือกไปคือ Jane Brook เป็นไร่ที่อยู่ป้ายแรก ๆ แหละ
เป็นอีกที่ที่ Diana แนะนำให้มา
ทางเข้าไม่กว้างใหญ่เหมือน Sandalford แต่ดูจากข้างนอกแล้วน่าจะเป็นไร่เก่าแก่

เข้าไปด้านในก็จะมีถังไวน์นอนเรียงอยู่เป็นแถว
คาดว่าที่เรียงอยู่นั่น น่าจะเป็นการตั้งโชว์มากกว่า
ที่ไร่นี้จะมีร้านขายของที่ระลึกอยู่สองสามร้าน
(อย่าเรียกว่าร้านดีกว่า มันเป็นแค่โต๊ะสองสามตัวตั้งขายของอ่ะ)

ไร่นี้คนน้อยกว่า Sandalford มาก
อาจเป็นเพราะว่าเป็นไร่แรก ๆ คนแวะก่อนแล้วก็ไป
ไร่นี้ไม่ค่อยครึกครื้น ไม่มีการเปิดเพลงหรือกิจกรรมอื่น
ทำไรไม่ได้มาก สังเกตการณ์แล้วเดินออกตามเคย
ยังคิดอยู่ว่าอยากลองชิมไวน์ หาข้อมูลใน brochure เผื่อมีที่ถูก ๆ (กินไม่ได้จะได้ไม่เสียดายตังไง)

ระหว่างยืนรอรถ ยืนดู brochure ก็มีสองคนหันมาทักทาย (คาดว่าน่าจะเมา)
แต่โชคดีหน่อย รถมาพอดีอ่ะ เลยรีบขึ้นรถไป

บ่ายสามกว่าเกือบสี่โมงแล้ว เริ่มรู้สึกเหนื่อย
เริ่มลังเลว่าจะไปไร่อื่นต่อ หรือว่าจะนั่งรถไปถึงสถานีรถไฟดี
แต่คงเพราะแดดร้อนจัด แล้วก็เหนื่อยเกิน เลยตัดสินใจนั่งรถต่อไปจนถึงสถานีรถไฟ

นึกว่าจะได้นั่งในรถสงบ ๆ แต่ที่ไหนได้
พวกวัยรุ่นเค้ากินไวน์กันจนเมา ขึ้นรถเพลงก็แหกปากร้องเพลงกันลั่น
เค้าไม่สนใจหรอกว่าคนบนรถเยอะแยะขนาดไหน พวกเค้ามาก เค้าจะร้องเค้าก็ร้อง
เราจะหนีไปไหนก็ไม่ได้ รถคันไหนก็คงเหมือนกัน เลยต้องทนนั่งต่อไป

5 โมงถึงสถานีรถไฟ นั่งรถไฟอีกครึ่งชั่วโมงถึง Claisebrook
ต้องเดินกลับบ้านอีก เห้อ..............เหนื่อยอ่ะ เหนื่อยมาก
ในใจคิดอย่างเดียวว่า วันนี้จะสนุกกว่านี้ถ้าเรากินไวน์เป็น
ที่ประทับใจจริง ๆ ก็คงเป็น Margaret River Chocolate Factory แล้วก็วิวสวย ๆ ของไร่ไวน์
ครั้งหนึ่งในชีวิต ได้เห็นเท่านี้ก็ถือว่าคุ้มมากมาย

Post Post Post

เมื่อวานได้รับจดหมายจากไปรษณีย์ว่ามีพัสดุส่งมา ให้ไปรับที่ไปรษณีย์
วันนี้เลยคิดว่าตอนกลางวันจะรีบไปรีบกลับ
เพราะไปรษณีย์นั้นมันไม่ได้อยู่ใกล้ออฟฟิศเลย ให้ตายเถอะ

เที่ยงสี่สิบ รีบออกจากออฟฟิศพร้อมด้วย passport จดหมาย แล้วก็ถุงยา
เพราะคิดว่าเค้าคงให้ไปรับยาที่โดนยึด
ตอนแรกเดินไปตามถนน Hay Street แต่พอดูเลขที่แล้ว ต้องเดินอีกไกลอ่ะ ไม่ไหวและ
หา Red CAT นั่งดีกว่า แต่กว่าจะนึกได้ ก็เดินไปเกือบครึ่งทางแล้ว

พอเห็นไปรษณีย์ก็ดีใจ รีบตะกุยตะกายเข้าไปต่อแถว
ไปรษณีย์ที่นี่เค้าทำหลายอย่างมากเลยอ่ะ
ขายเครื่องเขียน รับส่งพัสดุ ขาย pre-paid card ของมือถือ อินเตอร์เน็ต
แล้วก็ยังขายมือถือ pre-paid อีก

รอไม่เกินสองนาที เจ้าหน้าที่ก็เรียก
เราก็ยื่น notice ให้เค้า แล้วเค้าก็ถามถึง passport
พอยื่นให้เค้าก็รีบเดินไปหาจดหมาย
พอเห็นเค้าหยิบมา ก็เอะใจว่าทำไมซองมันเล็กจัง หรือว่ามันจะไม่ใช่ยา
(แล้วมันเป็นไรหว่า งงต่อไป)
เค้าก็ให้เซ็นต์ชื่อรับ แต่คราวนี้มีถามด้วยว่าชื่อ นามสกุลออกเสียงยังไง
มีการบอกอีกว่าแปลกดีเนอะ โอ้ว............ไม่ใช่ชื่อฝรั่งนี่ จะได้เขียนกันสั้น ๆ อ่านง่าย ๆ

รับซองมาก็รีบแกะ แอบฉุน แอบเคืองว่าให้มารับทำไมฟ่ะ มาตั้งไกลให้มารับกระดาษสองแผ่น
คือมันเป็นจดหมายเตือนว่ายาถูกยึด ถ้าจะเอาต้องไปทำคำร้องขอรับยา
(ก็เคยได้แล้ว ซองจดหมายที่แกะก็ใส่จดหมายนี้มาแล้วครั้งนึงนี่)
แล้วอีกแผ่นก็เขียนว่า นำเข้าสิ่งของโดยไม่ได้ขออนุญาตก่อน มีความผิดร้ายแรง
มีโทษจำคุก ปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับ โอ้ยยยยยย แค่ยาแก้อักเสบหน่ะ ติดคุกเลยเหรอ
(ประเทศนี้มันไรกันนี่ ยาแก้อักเสบ ก็เอาไปตรวจดิ ว่ามันเป็นยาแก้อักเสบจริงหรือเปล่า
จะยึด ก็ยึดไป ไม่เอาก็ได้ แต่ทำไมต้องให้มาตั้งไกล มารับจดหมายไรงี้ด้วยฟ่ะ!!!)

Souvenir shop

ชีวิตวันนี้แสนจะธรรมดา
ตื่นเช้าไปทำงาน
เหลือเวลาอีกสามอาทิตย์ที่จะอยู่ที่นี่
ช่วงนี้เค้าไม่ค่อยมีใครต้องไปลูกค้า ส่วนใหญ่จะอยู่ออฟฟิศเคลียร์จ๊อบให้หมด
ห้าโมงนิด ๆ ไม่อยากอยู่ออฟฟิศและ เลยเดินไปซื้อของที่ร้านขายของที่ระลึก

เข้าร้านเดิมที่ไปเมื่อวันอาทิตย์แหละ (ที่เจ้าของร้านเป็นแขกหน่ะ)
วันนี้มีลูกค้าในร้านประมาณ 5-7 คน แต่ก็ทำให้ร้านดูวุ่นวายไปได้
ตามสไตล์คนไทยแหละ ซื้อของที่ไหนก็ต่อ ถามราคากันวุ่นวาย
เราได้ของแล้ว แต่จ่ายตังไม่ได้ เพราะมีคนไทยกลุ่มนึงยืนอยู่ที่เคาเตอร์
เลยเดินวนไปวนมา ทำเป็นดูของ

ได้ยินเค้าถามคนขายว่า ทำไมเหรียญสองดอลลาร์มันดูเล็กจัง
แล้วก็ถามเรื่องเหรียญอีกหลายคำถาม
พอหมดเสียงสักพัก เราก็แทรกตัวไปจ่ายตัง
แต่คนกลุ่มนี้ก็ยังไม่เลิกวุ่นวายกับเจ้าของร้าน
พอเราจ่ายตังเสร็จ นึกไงไม่รู้อ่ะ หันไปถามเค้าว่า มาเที่ยวเหรอคะ
คนนั้นทำหน้าเหวออย่างเห็นได้ชัด แล้วคงนึกว่า อ้าวคนไทยเหรอนี่
(ตอนแรกที่เค้าพูด เถียงกันในร้าน เค้าคงนึกว่าไม่มีใครฟังรู้เรื่องหน่ะ)
เค้าก็ถามว่ามาเรียนเหรอ พอบอกไปว่าทำงาน
เค้าก็แนะนำตัว แล้วก็ถามชื่อ ถามว่าทำงานที่ไหน อยู่กรุงเทพเหรอ แล้วก็อีก ขอนามบัตร
อยู่ ๆ ก็ยื่นนามบัตรให้เค้าเพราะคิดว่าเป็นการโปรโมตบริษัท
(แต่เอ เพิ่งมานึกได้อีกทีว่า ในนั้นมีเบอร์มือถือด้วยนี่น่า ตายละ จะเป็นไรไหมเนี่ย)
ยืนคุยอยู่ซักพักเรื่องร้านขายของที่ระลึก แล้วก็สถานที่เที่ยวที่นี่
จากนั้นเราก็เดินออกจากร้านมา

ก่อนออกจากร้าน คนนั้นเค้าบอกด้วยว่าดีใจด้วยนะ
อันนี้งงคะ ดีใจไรกับเราฟ่ะ ดีใจเรื่องไร งงจัง
แต่ช่างเหอะ เดินหาซื้อของฝากต่อไป

เดินไปเดินมา เริ่มออกนอกเส้นทาง Yellow CAT
แต่ก็ยังอยู่ในเส้นทางที่จะกลับบ้าน
ร้านขายของที่ระลึกที่นี่ บางทีเขียนว่า ลด 20% 30%
แต่ขนาดลดตามที่บอกนะ ยังแพงกว่าร้านที่ไม่ได้ลดอีกหลายเลย
(ถือว่าหลอกลวงนักท่องเที่ยวได้ไหมเนี่ย)

Swan Valley: Spring in the valley

อาทิตย์นี้มีงานที่ Swan Valley ชื่อว่า Spring in the valley
ที่ Swan Valley เค้าขึ้นชื่อเรื่องไวน์ ก็มีไร่ไวน์เยอะ
กิจกรรมหลักของงานนี้ก็เป็นการชิมไวน์ แล้วก็มีกิจกรรมอื่น ๆ ที่แต่ละไร่เค้าจะจัด

คราวก่อนมา Guildford เที่ยว Swan Valley ไม่ได้ถ้าไม่มีรถ
พอมีงานนี้ เราเลยมาได้ เพราะเค้าก็มีรถบัสวิ่งราคา 10 เหรียญ ขึ้นที่ป้ายรถตรงสถานนีรถไฟ Midland
รถบัสเค้าจะวิ่งเป็นวงกลม โดยจะมีป้ายรถตามหน้าไร่ที่ร่วมงาน
10 เหรียญ จะขึ้นหรือลงตรงไหนก็ได้ตลอดทั้งวัน

เมื่อวันก่อน Diana ใจดี แอบเอาโบรชัวร์มาฝาก
แล้วเค้าก็แนะนำว่าไร่ไหนดี ๆ ที่น่าไป
คือ Diana เค้าเป็นนักดื่มไวน์ตัวยง เห็นกินทุกวันเลย กินแทนน้ำก็ว่าได้

ข้อมูลในมือพร้อม ตัง(ไม่ค่อย)พร้อม
ออกเดินทางจากบ้าน 10 โมงครึ่ง อันนี้สายกว่าที่คาดไว้เพราะไม่ยอมตื่น
พลาดรถไฟขบวนที่ต้องไปไปเพียงสองนาที
วันนี้วิ่งไม่ได้อ่ะ เจ็บเท้าอีกตามเคย แต่ไม่ไปวันนี้ก็ไม่ได้เพราะงานมีแค่สองวัน
(ก่อนออกจากบ้านกินยา แล้วก็ทายาวิเศษ คงทำให้เดินได้ทั้งวันแหละ อิอิ)

นั่งรอรถไฟสิบนาที รถก็มา
คนขึ้นเยอะอ่ะ คาดว่าคงไปงานเดียวกับเรานั่นแหละ
นั่งรถไฟไปครึ่งชั่วโมงก็ถึง Midland
(Midland จะอยู่ทางเหนือของ Perth)

ตอนแรกไปถึง หาไม่เจอว่าต้องไปขึ้นรถที่ไหน
แต่พอเห็นคนต่อแถวเท่านั้นแหละ ถึงบางอ้อ เดินไปต่อกับเค้ามั่ง
วันนี้แดดออก ร้อนมากกกก ระหว่างยืนรอ ต้องหันหลังให้แดด
แต่ก็ไม่ได้ดีขึ้นเลย แสบหลังอีกต่างหาก

คนรอเยอะมาก รถมาสองคันแล้ว เรายังไม่ได้ขึ้น
กว่าจะได้ขึ้นรถก็เที่ยงสิบเข้าไปแล้วอ่ะ
ขึ้นรถแล้วก็ต้องหยิบแผนที่มาดู วางแผนการเดินทาง
สองที่ที่จะไปคือ Margaret River Chocolate Factory & Sandalford มันอยู่ป้ายท้าย ๆ แล้ว
เลยคิดว่าจะไปก่อน เผื่อใช้เวลาที่นั้นเยอะ

นั่งรถวนเกือบครบรอบก็ใช้เวลาเกือบชั่วโมงนั่นแหละ
ระหว่างทางก็สังเกตเอาว่าไร่ไหนที่คนเยอะ ๆ ไร่ไหนน่าจะแวะ เก็บข้อมูลไว้ก่อน
ป้ายแรกที่ลงคือ Margaret River Chocolate Factory
(ดูชื่อก็รู้และว่าทำไมถึงต้องมาก่อน)
เห็นทัวร์ไหน ๆ เค้าก็มีแวะที่นี่ คงจะดังจริง

ที่นี่คงเป็นที่สำหรับครอบครัว เพราะเดินเข้าไปก็เห็นเครื่องเล่นเด็กตั้งอยู่ที่สนาม
พอเข้าไปในร้าน โอ้ว.......คลาสสิคมาก แต่เป็นสีดำ ชอบมากมาย
ปรี่เข้าไปหาช๊อคโกแลต แต่หยิบไม่ลงอ่ะ แพงมาก
เดินลึกเข้าไปข้างใน จะเห็นห้องกระจก เป็นการโชว์ทำช๊อคโกแลต แล้วก็มีให้ชิม
อันที่ให้ชิมเนี่ยมันเป็น honeycomb
(ตอนหยิบไม่รู้หรอกว่ามันเป็นอะไร ถ้ารู้คงไม่หยิบ เพราะเคยกินแล้วไม่อร่อย แต่ที่นี่ทำแล้วอร่อยมากๆๆๆ)

เดินวนไปวนมา คิดแล้วคิดอีกว่าจะหยิบดีไม่หยิบดี
(ตังเหลือแค่ร้อยเดียวอ่ะ ต้องอยู่อีกตั้งอาทิตย์กว่า)
แต่หันไปเห็นถังช๊อคโกแลตที่เค้าให้ชิม พอกินแล้ว โอ้ว......หยิบเลย อร่อยมาก ๆๆๆๆๆๆๆๆ
ซื้อเป็นของฝากแล้วกัน (ถ้ากินเองคงไม่ซื้ออ่ะ แพงเกิน)

เท่านั้นไม่พอ หิวอ่ะ หิว หันไปเห็นไอศกรีม
เอาฟ่ะ...........สี่เหรียญ กินไอศกรีมช๊อคโกแลต
ไม่ผิดหวังอ่ะ อร่อยมากเหมือนกัน

เดินวนไปวนมาในร้านหลายรอบ
แล้วก็ตัดใจเดินออก (รอพี่เอ๋เอาตังมาก่อน อาจจะตัดใจซื้อกินเอง)
หลังจากนั้นออกเดินทางต่อ ไปยืนรอรถสักสิบนาที
ประมาณบ่ายสองสิบก็ได้ขึ้นรถ ที่หมายต่อไปคือ Sandalford

นั่งรถไปห้านาทีก็ถึงเพราะอยู่ถัดไปประมาณ 3 ป้าย
ทางเข้าของไร่เหมือนทางเข้าสนามกอล์ฟ
ต้องเดินเข้าไปประมาณ 500 เมตร สองข้างทางเป็นไร่ไวน์
ระหว่างเดิน ก็มีรถเหมือนรถตู้ บีบแตรแล้วก็จะเปิดประตูให้ขึ้น
แต่ไม่เอาอ่ะ ท่าจะเมากันทั้งรถ เพราะเห็นเสียงดังโวยวาย
เลยโบกมือว่าไม่ไป เดินเองดีสบายใจกว่าเยอะ

กว่าจะเดินถึงก็เกือบหมดแรง แดดร้อนมาก ๆๆๆๆ เริ่มแสบหลัง
(ก็ไม่ได้ทากันแดดที่หลังนี่ ตากแดดทั้งวันนี่นะ)
เข้าในไปงานซึ่งจัดที่สนาม เป็นลานกว้าง แต่คนเต็มสนาม
ไร่นี้มีเปิดเพลง แล้วก็ซุ้มขายอาหาร เคาเตอร์ชิมไวน์
ราคา 8 เหรียญ ได้ชิมไวน์ 4 อย่างแถมแก้วไวน์อีก
นี่ถ้าเรากินเป็น คงลองเลยนะนี่ เห็นเค้ากินแล้วสนุกอ่ะ

เนื่องจากทำไรไม่ได้มาก เลยได้แต่เดินถ่ายรูป
แล้วก็เดินออกมา กะว่าจะไปดูไร่อื่น ๆ ต่อ เผื่อมีกิจกรรมอื่น ๆ ที่เราสนใจมั่ง

นั่งรถวนกลับไปสถานีรถไฟใหม่ เพราะรถนี้วิ่งเป็นวงกลมอ่ะ
ไร่ต่อไปที่เลือกไปคือ Jane Brook เป็นไร่ที่อยู่ป้ายแรก ๆ แหละ
เป็นอีกที่ที่ Diana แนะนำให้มา
ทางเข้าไม่กว้างใหญ่เหมือน Sandalford แต่ดูจากข้างนอกแล้วน่าจะเป็นไร่เก่าแก่

เข้าไปด้านในก็จะมีถังไวน์นอนเรียงอยู่เป็นแถว
คาดว่าที่เรียงอยู่นั่น น่าจะเป็นการตั้งโชว์มากกว่า
ที่ไร่นี้จะมีร้านขายของที่ระลึกอยู่สองสามร้าน
(อย่าเรียกว่าร้านดีกว่า มันเป็นแค่โต๊ะสองสามตัวตั้งขายของอ่ะ)

ไร่นี้คนน้อยกว่า Sandalford มาก
อาจเป็นเพราะว่าเป็นไร่แรก ๆ คนแวะก่อนแล้วก็ไป
ไร่นี้ไม่ค่อยครึกครื้น ไม่มีการเปิดเพลงหรือกิจกรรมอื่น
ทำไรไม่ได้มาก สังเกตการณ์แล้วเดินออกตามเคย
ยังคิดอยู่ว่าอยากลองชิมไวน์ หาข้อมูลใน brochure เผื่อมีที่ถูก ๆ (กินไม่ได้จะได้ไม่เสียดายตังไง)

ระหว่างยืนรอรถ ยืนดู brochure ก็มีสองคนหันมาทักทาย (คาดว่าน่าจะเมา)
แต่โชคดีหน่อย รถมาพอดีอ่ะ เลยรีบขึ้นรถไป

บ่ายสามกว่าเกือบสี่โมงแล้ว เริ่มรู้สึกเหนื่อย
เริ่มลังเลว่าจะไปไร่อื่นต่อ หรือว่าจะนั่งรถไปถึงสถานีรถไฟดี
แต่คงเพราะแดดร้อนจัด แล้วก็เหนื่อยเกิน เลยตัดสินใจนั่งรถต่อไปจนถึงสถานีรถไฟ

นึกว่าจะได้นั่งในรถสงบ ๆ แต่ที่ไหนได้
พวกวัยรุ่นเค้ากินไวน์กันจนเมา ขึ้นรถเพลงก็แหกปากร้องเพลงกันลั่น
เค้าไม่สนใจหรอกว่าคนบนรถเยอะแยะขนาดไหน พวกเค้ามาก เค้าจะร้องเค้าก็ร้อง
เราจะหนีไปไหนก็ไม่ได้ รถคันไหนก็คงเหมือนกัน เลยต้องทนนั่งต่อไป

5 โมงถึงสถานีรถไฟ นั่งรถไฟอีกครึ่งชั่วโมงถึง Claisebrook
ต้องเดินกลับบ้านอีก เห้อ..............เหนื่อยอ่ะ เหนื่อยมาก
ในใจคิดอย่างเดียวว่า วันนี้จะสนุกกว่านี้ถ้าเรากินไวน์เป็น
ที่ประทับใจจริง ๆ ก็คงเป็น Margaret River Chocolate Factory แล้วก็วิวสวย ๆ ของไร่ไวน์
ครั้งหนึ่งในชีวิต ได้เห็นเท่านี้ก็ถือว่าคุ้มมากมาย

Post Post Post

เมื่อวานได้รับจดหมายจากไปรษณีย์ว่ามีพัสดุส่งมา ให้ไปรับที่ไปรษณีย์
วันนี้เลยคิดว่าตอนกลางวันจะรีบไปรีบกลับ
เพราะไปรษณีย์นั้นมันไม่ได้อยู่ใกล้ออฟฟิศเลย ให้ตายเถอะ

เที่ยงสี่สิบ รีบออกจากออฟฟิศพร้อมด้วย passport จดหมาย แล้วก็ถุงยา
เพราะคิดว่าเค้าคงให้ไปรับยาที่โดนยึด
ตอนแรกเดินไปตามถนน Hay Street แต่พอดูเลขที่แล้ว ต้องเดินอีกไกลอ่ะ ไม่ไหวและ
หา Red CAT นั่งดีกว่า แต่กว่าจะนึกได้ ก็เดินไปเกือบครึ่งทางแล้ว

พอเห็นไปรษณีย์ก็ดีใจ รีบตะกุยตะกายเข้าไปต่อแถว
ไปรษณีย์ที่นี่เค้าทำหลายอย่างมากเลยอ่ะ
ขายเครื่องเขียน รับส่งพัสดุ ขาย pre-paid card ของมือถือ อินเตอร์เน็ต
แล้วก็ยังขายมือถือ pre-paid อีก

รอไม่เกินสองนาที เจ้าหน้าที่ก็เรียก
เราก็ยื่น notice ให้เค้า แล้วเค้าก็ถามถึง passport
พอยื่นให้เค้าก็รีบเดินไปหาจดหมาย
พอเห็นเค้าหยิบมา ก็เอะใจว่าทำไมซองมันเล็กจัง หรือว่ามันจะไม่ใช่ยา
(แล้วมันเป็นไรหว่า งงต่อไป)
เค้าก็ให้เซ็นต์ชื่อรับ แต่คราวนี้มีถามด้วยว่าชื่อ นามสกุลออกเสียงยังไง
มีการบอกอีกว่าแปลกดีเนอะ โอ้ว............ไม่ใช่ชื่อฝรั่งนี่ จะได้เขียนกันสั้น ๆ อ่านง่าย ๆ

รับซองมาก็รีบแกะ แอบฉุน แอบเคืองว่าให้มารับทำไมฟ่ะ มาตั้งไกลให้มารับกระดาษสองแผ่น
คือมันเป็นจดหมายเตือนว่ายาถูกยึด ถ้าจะเอาต้องไปทำคำร้องขอรับยา
(ก็เคยได้แล้ว ซองจดหมายที่แกะก็ใส่จดหมายนี้มาแล้วครั้งนึงนี่)
แล้วอีกแผ่นก็เขียนว่า นำเข้าสิ่งของโดยไม่ได้ขออนุญาตก่อน มีความผิดร้ายแรง
มีโทษจำคุก ปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับ โอ้ยยยยยย แค่ยาแก้อักเสบหน่ะ ติดคุกเลยเหรอ
(ประเทศนี้มันไรกันนี่ ยาแก้อักเสบ ก็เอาไปตรวจดิ ว่ามันเป็นยาแก้อักเสบจริงหรือเปล่า
จะยึด ก็ยึดไป ไม่เอาก็ได้ แต่ทำไมต้องให้มาตั้งไกล มารับจดหมายไรงี้ด้วยฟ่ะ!!!)

Souvenir shop

ชีวิตวันนี้แสนจะธรรมดา
ตื่นเช้าไปทำงาน
เหลือเวลาอีกสามอาทิตย์ที่จะอยู่ที่นี่
ช่วงนี้เค้าไม่ค่อยมีใครต้องไปลูกค้า ส่วนใหญ่จะอยู่ออฟฟิศเคลียร์จ๊อบให้หมด
ห้าโมงนิด ๆ ไม่อยากอยู่ออฟฟิศและ เลยเดินไปซื้อของที่ร้านขายของที่ระลึก

เข้าร้านเดิมที่ไปเมื่อวันอาทิตย์แหละ (ที่เจ้าของร้านเป็นแขกหน่ะ)
วันนี้มีลูกค้าในร้านประมาณ 5-7 คน แต่ก็ทำให้ร้านดูวุ่นวายไปได้
ตามสไตล์คนไทยแหละ ซื้อของที่ไหนก็ต่อ ถามราคากันวุ่นวาย
เราได้ของแล้ว แต่จ่ายตังไม่ได้ เพราะมีคนไทยกลุ่มนึงยืนอยู่ที่เคาเตอร์
เลยเดินวนไปวนมา ทำเป็นดูของ

ได้ยินเค้าถามคนขายว่า ทำไมเหรียญสองดอลลาร์มันดูเล็กจัง
แล้วก็ถามเรื่องเหรียญอีกหลายคำถาม
พอหมดเสียงสักพัก เราก็แทรกตัวไปจ่ายตัง
แต่คนกลุ่มนี้ก็ยังไม่เลิกวุ่นวายกับเจ้าของร้าน
พอเราจ่ายตังเสร็จ นึกไงไม่รู้อ่ะ หันไปถามเค้าว่า มาเที่ยวเหรอคะ
คนนั้นทำหน้าเหวออย่างเห็นได้ชัด แล้วคงนึกว่า อ้าวคนไทยเหรอนี่
(ตอนแรกที่เค้าพูด เถียงกันในร้าน เค้าคงนึกว่าไม่มีใครฟังรู้เรื่องหน่ะ)
เค้าก็ถามว่ามาเรียนเหรอ พอบอกไปว่าทำงาน
เค้าก็แนะนำตัว แล้วก็ถามชื่อ ถามว่าทำงานที่ไหน อยู่กรุงเทพเหรอ แล้วก็อีก ขอนามบัตร
อยู่ ๆ ก็ยื่นนามบัตรให้เค้าเพราะคิดว่าเป็นการโปรโมตบริษัท
(แต่เอ เพิ่งมานึกได้อีกทีว่า ในนั้นมีเบอร์มือถือด้วยนี่น่า ตายละ จะเป็นไรไหมเนี่ย)
ยืนคุยอยู่ซักพักเรื่องร้านขายของที่ระลึก แล้วก็สถานที่เที่ยวที่นี่
จากนั้นเราก็เดินออกจากร้านมา

ก่อนออกจากร้าน คนนั้นเค้าบอกด้วยว่าดีใจด้วยนะ
อันนี้งงคะ ดีใจไรกับเราฟ่ะ ดีใจเรื่องไร งงจัง
แต่ช่างเหอะ เดินหาซื้อของฝากต่อไป

เดินไปเดินมา เริ่มออกนอกเส้นทาง Yellow CAT
แต่ก็ยังอยู่ในเส้นทางที่จะกลับบ้าน
ร้านขายของที่ระลึกที่นี่ บางทีเขียนว่า ลด 20% 30%
แต่ขนาดลดตามที่บอกนะ ยังแพงกว่าร้านที่ไม่ได้ลดอีกหลายเลย
(ถือว่าหลอกลวงนักท่องเที่ยวได้ไหมเนี่ย)

Church @ Perth

ตื่นมาเก้าโมงครึ่ง รีบลุกขึ้นจากเตียง
จำได้ว่าเมื่อคืนยังไม่ได้ล้างจาน เพราะ Diana ไม่ยอมให้ล้างบอกว่าเหนื่อยแล้ว
รีบอาบน้ำแล้วก็ย่องขึ้นไปล้างจานแบบเงียบ ๆ พยายามไม่เอะอะเสียงดัง

Diana ตื่นมาสิบโมง แอบมีบึ้งตึงเพราะเราล้างจานซะเรียบ
แต่เค้าก็ทำอาหารเช้าให้กิน ได้เป็นไข่ดาวกับขนมปัง
จากนั้นเค้าถามว่าเรามีแพลนไปไหน ก็มีแอบอึ้งเพราะยังไม่รู้เลยว่าจะไปไหน
พอบอกว่าจะเข้าเมืองไปซื้อของ เค้าเลยบอกว่าเค้ามีนัดไปนวดตอนบ่ายโมง เลยชวนไปด้วยกัน

เที่ยงครึ่งก็นั่งรถไปกับเค้าแหละ
ห้างในเมืองที่นี่เค้าไม่มีที่จอดให้ เลยต้องไปจอดรถที่ตึกใกล้ ๆ
ค่าจอดที่นี่โหดมาก ชั่วโมงละสามเหรียญได้อ่ะ
จอดรถเสร็จก็ต้องรีบเดินไปร้านนวดของ Diana ก่อนที่จะนัดเจอกันอีกทีตอนบ่ายสองครึ่ง

เราก็เดินไปร้านซีดี ไปหาหนังเรื่องนึงซึ่งเก่ามาก
เสียดายอ่ะ หาไม่เจอ เจอแต่เรื่องอื่นซึ่งถ้าดูจากราคาก็ไม่หยิบอ่ะ แพงเกิน ไม่เอาก็ได้

จริง ๆ แล้ววันนี้ที่มาตั้งใจว่าจะเริ่มสะสมของฝากแล้ว
จากดูมาหลายที่ราคาพอกัน แถมของก็ไม่ต่างกันมาก
เลยเดินเข้าร้านโน้นออกร้านนี้
สรุปแล้วได้ปากกามา ชอบอ่ะน่ารักดี

มีอยู่ร้านนึงเป็นร้านคนอินเดีย
ตอนแรกงงๆ ว่าทำไม่ไม่ค่อยแปะราคา
แต่พอเราหยิบเค้าก็จะบอกราคานะ (คือไม่มีลูกค้าในร้านแล้วไง)
เค้าก็ถามว่าเป็นคนอะไร พอบอกไทยเท่านั้นแหละ ยกมือไหว้ใหญ่เลย
แล้วก็บอกว่าคนไทยมาร้านนี้เยอะ ซื้อเยอะเดี๋ยวลดให้
เลยบอกเค้าไปว่าอยู่อีกหลายอาทิตย์ เดี๋ยวมาใหม่ วันนี้มาดู ๆ
แต่ที่ดู ๆ เนี่ย ก็ได้ของฝากกลับไปเหมือนกัน อิอิ

จากนั้นก็กลับไปหา Diana ที่ร้าน
แล้วก็แอบอยากกินไอศกรีมขึ้นมา เพราะจากที่รอมองลงไปเป็นร้านขายไอศกรีม
คนที่นี่เค้าชอบกินกันนะ คนเพียบเลย มากันเป็นระลอก ๆ
พอคนมาที คนขายก็ตักกันแทบไม่ทัน
แต่เราไม่ได้ลงไปซื้อ เพราะกลัว Diana ออกมาแล้วไม่เจอ

เกือบบ่ายสาม Diana ออกมาแบบสดชื่นเลย
เค้าเลยว่าเดี๋ยวไปขับรถเล่นกัน
เค้าพาไป city beach แต่วันนี้อากาศไม่เป็นใจอ่ะ ฟ้าครึ้ม
Diana ว่าปกติจากตรงหน้าหาดจะมองเห็น Rottnest Island

จาก city beach ขับรถตาม sunset coast drive ไปก็จะถึง Scarborough
Diana เค้านึกว่าเราไม่เคยมาอ่ะ เค้าเลยขับรถพามาดู
เรามากี่ทีก็ยังชอบที่นี่เหมือนเดิม
จาก Scarborough ก็ไป Hillarys
ก็เหมือนเคย ที่จอดรถเต็ม ไม่ว่าจะเป็นวันที่อากาศดีหรือไม่ก็ตาม

จาก Hillarys เราก็นึกว่าเค้าจะกลับบ้านแล้ว
แต่ที่ไหนได้ เค้าพาไป cementry
เข้าไปตอนแรก ไม่รู้หรอกว่ามันเป็นหลุมฝังศพ
เพราะภาพที่เห็นมันเป็นบ่อน้ำ แล้วก็มีดอกไม้วางเป็นแนว ไม่เห็นไม้กางเขนอย่างที่เห็นในหนัง

ที่นี่เค้าก็แบ่งเป็นส่วน ๆ เหมือนแบ่งว่าอยู่หมู่บ้านไหน ยังไงอย่างงั้นเลยอ่ะ
ขับไปซักพัก ก็เห็นจิงโจ้อยู่สักสิบตัว
Diana ก็บอกว่านี่โชคไม่ดี ถ้าฝนไม่ตกจะมีจิงโจ้มากกว่านี้
พอเค้าจอดรถให้เราถ่ายรูป รถดับคะ
คือไฟมันเตือนเรื่องน้ำมันหมดมาตั้งแต่ก่อน Hillarys แล้วแหละ
แต่ Diana เค้าไม่เติม เค้าจะเติมแต่ปั๊ม BP ตรงบ้านอ่ะ
เราเลยว่าถ้างั้นหาปั๊มน้ำมันเหอะ น้ำมันหมดคงไม่ดีแน่
เค้าเลยต้องขับรถออกไป ทั้ง ๆ ที่ใจจริงเค้าเอาดอกไม้ให้น้องชายเค้าที่อยู่สุสานนี้ด้วย
(Diana เล่าว่าดอกไม้ที่นี่เค้าต้องใช้ดอกไม้พลาสติก
เพราะถ้าเป็นดอกไม้สดแล้ว ไม่เกินห้านาที เจ้าจิงโจ้ที่นี่มันกินเรียบ)

จากสุสานไปปั๊มก็ไม่ไกลมาก ระหว่างทางเค้าก็ชี้ให้ดูบ้านเก่าเค้า
แล้วก็เล่าว่าเค้าต้องพา Jessica มาเดินเล่นถึงตรงปั๊มนี้ทุกบ่าย
(ดูระยะทางแล้วเนี่ย จากบ้านเค้ามานี่ก็ 2-3 กิโลได้ โอ้ว....ขยันเดินนะนั่น)
จากนั้นก็กลับบ้านไปเตรียมแซนวิชก่อนไปโบสถ์

Diana เค้าชวนไปโบสถ์ตั้งหลายครั้งแล้ว แต่เราปฎิเสธทุกครั้ง
ตอนแรกงงว่าทำไมไปโบสถ์เย็นวันอาทิตย์ เลยคิดว่าลองไปดู ถ้ามันน่าเบื่อเค้าก็คงไม่ชวนหรอก
งงตั้งแต่เห็นที่จอดรถแล้วแหละ ว่าทำไมคนมาเยอะขนาดนี้
ถ้าประมาณดูแล้ว รถที่จอดอยู่ก็น่าจะเป็นร้อยคันได้ แถมมีคนมาอย่างไม่ขาดสาย

โบสถ์ที่เราคิดคงเหมือนในหนัง
แต่ที่นี่ไม่เลย เค้าไปแล้วงงคะ เหมือนโรงละคร มีโต๊ะประชาสัมพันธ์ด้วย
เดินเข้าไปอีกด้านซ้ายจะเป็นม่านกั้นเหมือนละครเวทีอ่ะ
ก่อนเข้าม่านไป ก็จะเป็นโต๊ะนั่งกินอาหาร (อันนี้เหมือนคาเฟ่) แล้วก็มีเวทีเล็ก ๆ มีคนเปิดแผ่นเสียง

ผ่านม่านดำไปจะเป็นที่นั่งเหมือนโรงละครจริง ๆ แหละ เพราะมีเวทีด้วย
บนเวทีมีเครื่องเสียงครบ มีกลอง เบส กีตาร์ คีย์บอร์ด
รวมทั้งสองข้างของเวลาทีจอขนาดใหญ่ โอ้ว..............ไม่บอกว่าเป็นโบสถ์ จะรู้ไหมเนี่ยยยย

หกโมงเป็นเวลาเริ่ม คนบนเวทีเป็นเหมือนวัยรุ่น พวกขาร๊อคหน่ะ
เค้าก็บอกให้ยืนแล้วก็ทักทายคนข้าง ๆ แล้วจากนั้นคนบนเวทีก็เริ่มร้องเพลง
งงคะ งงมาก วงร๊อคร้องเพลงในโบสถ์ มีเนื้อร้องขึ้นบนสกรีนให้คนร้องตามด้วยนะ
เราไม่เข้าใจหรอกว่าเพลงมันหมายถึงอะไร แต่คาดว่าคงเป็นเพลงเกี่ยวกับพระเจ้าของเค้านั่นแหละ

ร้องไปได้สามเพลง คนบนเวทีก็เริ่มลง
แล้วก็มีพิธีกรขึ้นมาอธิบายว่าวันนี้จะมีอะไรมั่ง (ตอนนี้เค้าให้นั่งได้และ)
รายการต่อไปก็จะเป็น sister ผู้อุทิศตนให้กับสังคมมานั่งคุย

เรื่องบังเอิญมากตรงที่ Sister Joan คนนี้ช่วยเหลือเด็กในสลัมคลองเตย
เค้าก็มาเล่าว่าเด็กที่นั่นเป็นยังไง ครูที่นั่นเป็นยังไง
อันนี้ฟังแล้วอาย เพราะมีตอนนึงเค้าเล่าว่าเค้าโกรธมากที่ครูบอกเด็กว่าไม่ต้องมาเรียนแล้วถ้าไม่จ่ายค่าหนังสือ
ฟังที่เค้าเล่าแล้วรู้สึกว่าประเทศเราแย่ขนาดนี้เลยเหรอ
คนฟังก็คงคิดว่าประเทศไทยมันจน มันย่ำแย่มาก ๆ ฟังแล้วมันคงอนาถามากมาย

พอทุ่มนึง ก็มีผู้หญิงขึ้นมาพูดเรื่องเกี่ยวกับ relationship
คือเดือนนี้มันเป็นเดือนที่เค้าจะพูดเรื่องนี้กันอ่ะ Adam & Eve & relationship
คนอื่นคงสนุกกัน แต่เราฟังแล้วง่วงอ่ะ ไม่เข้าใจ ฟังไม่รู้เรื่อง

ทุ่มครึ่ง รายการหมด คราวนี้มีพูดเกี่ยวกับเรี่ยไรเงินบริจาค
แล้วก็มีโฆษณาเกี่ยวกับกิจกรรมของโบสถ์ กิจกรรมสำหรับเด็ก สำหรับวัยรุ่น
เกือบสองทุ่ม จบรายการ เห้อ............ดีใจ ได้กลับบ้านแล้ว

สรุปได้ว่า มาโบสถ์วันนี้ ไม่ได้เห็นไม้กางเขนที่โบสถ์
ไม่ได้เห็น father sister แต่งตัวเหมือนในหนัง
เห็นแต่วัยรุ่นที่มาโบสถ์ เห็นวงร๊อคที่ร้องเพลงเกี่ยวกับพระเจ้า
แปลกดีเหมือนกัน เป็นประสบการณ์ใหม่ ๆ อีกอย่างที่ได้จากที่นี่

ปล. Diana เคยเล่าว่าที่ Jessica เป็นเด็กดี ไม่กินเหล้า เที่ยวเล่นเหมือนวัยรุ่นทั่วไปก็เพราะพามาโบสถ์นี้ตั้งแต่เล็กนั่นแหละ .........อันนี้ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ อิอิ

Swan Valley: Spring in the valley

อาทิตย์นี้มีงานที่ Swan Valley ชื่อว่า Spring in the valley
ที่ Swan Valley เค้าขึ้นชื่อเรื่องไวน์ ก็มีไร่ไวน์เยอะ
กิจกรรมหลักของงานนี้ก็เป็นการชิมไวน์ แล้วก็มีกิจกรรมอื่น ๆ ที่แต่ละไร่เค้าจะจัด

คราวก่อนมา Guildford เที่ยว Swan Valley ไม่ได้ถ้าไม่มีรถ
พอมีงานนี้ เราเลยมาได้ เพราะเค้าก็มีรถบัสวิ่งราคา 10 เหรียญ ขึ้นที่ป้ายรถตรงสถานนีรถไฟ Midland
รถบัสเค้าจะวิ่งเป็นวงกลม โดยจะมีป้ายรถตามหน้าไร่ที่ร่วมงาน
10 เหรียญ จะขึ้นหรือลงตรงไหนก็ได้ตลอดทั้งวัน

เมื่อวันก่อน Diana ใจดี แอบเอาโบรชัวร์มาฝาก
แล้วเค้าก็แนะนำว่าไร่ไหนดี ๆ ที่น่าไป
คือ Diana เค้าเป็นนักดื่มไวน์ตัวยง เห็นกินทุกวันเลย กินแทนน้ำก็ว่าได้

ข้อมูลในมือพร้อม ตัง(ไม่ค่อย)พร้อม
ออกเดินทางจากบ้าน 10 โมงครึ่ง อันนี้สายกว่าที่คาดไว้เพราะไม่ยอมตื่น
พลาดรถไฟขบวนที่ต้องไปไปเพียงสองนาที
วันนี้วิ่งไม่ได้อ่ะ เจ็บเท้าอีกตามเคย แต่ไม่ไปวันนี้ก็ไม่ได้เพราะงานมีแค่สองวัน
(ก่อนออกจากบ้านกินยา แล้วก็ทายาวิเศษ คงทำให้เดินได้ทั้งวันแหละ อิอิ)

นั่งรอรถไฟสิบนาที รถก็มา
คนขึ้นเยอะอ่ะ คาดว่าคงไปงานเดียวกับเรานั่นแหละ
นั่งรถไฟไปครึ่งชั่วโมงก็ถึง Midland
(Midland จะอยู่ทางเหนือของ Perth)

ตอนแรกไปถึง หาไม่เจอว่าต้องไปขึ้นรถที่ไหน
แต่พอเห็นคนต่อแถวเท่านั้นแหละ ถึงบางอ้อ เดินไปต่อกับเค้ามั่ง
วันนี้แดดออก ร้อนมากกกก ระหว่างยืนรอ ต้องหันหลังให้แดด
แต่ก็ไม่ได้ดีขึ้นเลย แสบหลังอีกต่างหาก

คนรอเยอะมาก รถมาสองคันแล้ว เรายังไม่ได้ขึ้น
กว่าจะได้ขึ้นรถก็เที่ยงสิบเข้าไปแล้วอ่ะ
ขึ้นรถแล้วก็ต้องหยิบแผนที่มาดู วางแผนการเดินทาง
สองที่ที่จะไปคือ Margaret River Chocolate Factory & Sandalford มันอยู่ป้ายท้าย ๆ แล้ว
เลยคิดว่าจะไปก่อน เผื่อใช้เวลาที่นั้นเยอะ

นั่งรถวนเกือบครบรอบก็ใช้เวลาเกือบชั่วโมงนั่นแหละ
ระหว่างทางก็สังเกตเอาว่าไร่ไหนที่คนเยอะ ๆ ไร่ไหนน่าจะแวะ เก็บข้อมูลไว้ก่อน
ป้ายแรกที่ลงคือ Margaret River Chocolate Factory
(ดูชื่อก็รู้และว่าทำไมถึงต้องมาก่อน)
เห็นทัวร์ไหน ๆ เค้าก็มีแวะที่นี่ คงจะดังจริง

ที่นี่คงเป็นที่สำหรับครอบครัว เพราะเดินเข้าไปก็เห็นเครื่องเล่นเด็กตั้งอยู่ที่สนาม
พอเข้าไปในร้าน โอ้ว.......คลาสสิคมาก แต่เป็นสีดำ ชอบมากมาย
ปรี่เข้าไปหาช๊อคโกแลต แต่หยิบไม่ลงอ่ะ แพงมาก
เดินลึกเข้าไปข้างใน จะเห็นห้องกระจก เป็นการโชว์ทำช๊อคโกแลต แล้วก็มีให้ชิม
อันที่ให้ชิมเนี่ยมันเป็น honeycomb
(ตอนหยิบไม่รู้หรอกว่ามันเป็นอะไร ถ้ารู้คงไม่หยิบ เพราะเคยกินแล้วไม่อร่อย แต่ที่นี่ทำแล้วอร่อยมากๆๆๆ)

เดินวนไปวนมา คิดแล้วคิดอีกว่าจะหยิบดีไม่หยิบดี
(ตังเหลือแค่ร้อยเดียวอ่ะ ต้องอยู่อีกตั้งอาทิตย์กว่า)
แต่หันไปเห็นถังช๊อคโกแลตที่เค้าให้ชิม พอกินแล้ว โอ้ว......หยิบเลย อร่อยมาก ๆๆๆๆๆๆๆๆ
ซื้อเป็นของฝากแล้วกัน (ถ้ากินเองคงไม่ซื้ออ่ะ แพงเกิน)

เท่านั้นไม่พอ หิวอ่ะ หิว หันไปเห็นไอศกรีม
เอาฟ่ะ...........สี่เหรียญ กินไอศกรีมช๊อคโกแลต
ไม่ผิดหวังอ่ะ อร่อยมากเหมือนกัน

เดินวนไปวนมาในร้านหลายรอบ
แล้วก็ตัดใจเดินออก (รอพี่เอ๋เอาตังมาก่อน อาจจะตัดใจซื้อกินเอง)
หลังจากนั้นออกเดินทางต่อ ไปยืนรอรถสักสิบนาที
ประมาณบ่ายสองสิบก็ได้ขึ้นรถ ที่หมายต่อไปคือ Sandalford

นั่งรถไปห้านาทีก็ถึงเพราะอยู่ถัดไปประมาณ 3 ป้าย
ทางเข้าของไร่เหมือนทางเข้าสนามกอล์ฟ
ต้องเดินเข้าไปประมาณ 500 เมตร สองข้างทางเป็นไร่ไวน์
ระหว่างเดิน ก็มีรถเหมือนรถตู้ บีบแตรแล้วก็จะเปิดประตูให้ขึ้น
แต่ไม่เอาอ่ะ ท่าจะเมากันทั้งรถ เพราะเห็นเสียงดังโวยวาย
เลยโบกมือว่าไม่ไป เดินเองดีสบายใจกว่าเยอะ

กว่าจะเดินถึงก็เกือบหมดแรง แดดร้อนมาก ๆๆๆๆ เริ่มแสบหลัง
(ก็ไม่ได้ทากันแดดที่หลังนี่ ตากแดดทั้งวันนี่นะ)
เข้าในไปงานซึ่งจัดที่สนาม เป็นลานกว้าง แต่คนเต็มสนาม
ไร่นี้มีเปิดเพลง แล้วก็ซุ้มขายอาหาร เคาเตอร์ชิมไวน์
ราคา 8 เหรียญ ได้ชิมไวน์ 4 อย่างแถมแก้วไวน์อีก
นี่ถ้าเรากินเป็น คงลองเลยนะนี่ เห็นเค้ากินแล้วสนุกอ่ะ

เนื่องจากทำไรไม่ได้มาก เลยได้แต่เดินถ่ายรูป
แล้วก็เดินออกมา กะว่าจะไปดูไร่อื่น ๆ ต่อ เผื่อมีกิจกรรมอื่น ๆ ที่เราสนใจมั่ง

นั่งรถวนกลับไปสถานีรถไฟใหม่ เพราะรถนี้วิ่งเป็นวงกลมอ่ะ
ไร่ต่อไปที่เลือกไปคือ Jane Brook เป็นไร่ที่อยู่ป้ายแรก ๆ แหละ
เป็นอีกที่ที่ Diana แนะนำให้มา
ทางเข้าไม่กว้างใหญ่เหมือน Sandalford แต่ดูจากข้างนอกแล้วน่าจะเป็นไร่เก่าแก่

เข้าไปด้านในก็จะมีถังไวน์นอนเรียงอยู่เป็นแถว
คาดว่าที่เรียงอยู่นั่น น่าจะเป็นการตั้งโชว์มากกว่า
ที่ไร่นี้จะมีร้านขายของที่ระลึกอยู่สองสามร้าน
(อย่าเรียกว่าร้านดีกว่า มันเป็นแค่โต๊ะสองสามตัวตั้งขายของอ่ะ)

ไร่นี้คนน้อยกว่า Sandalford มาก
อาจเป็นเพราะว่าเป็นไร่แรก ๆ คนแวะก่อนแล้วก็ไป
ไร่นี้ไม่ค่อยครึกครื้น ไม่มีการเปิดเพลงหรือกิจกรรมอื่น
ทำไรไม่ได้มาก สังเกตการณ์แล้วเดินออกตามเคย
ยังคิดอยู่ว่าอยากลองชิมไวน์ หาข้อมูลใน brochure เผื่อมีที่ถูก ๆ (กินไม่ได้จะได้ไม่เสียดายตังไง)

ระหว่างยืนรอรถ ยืนดู brochure ก็มีสองคนหันมาทักทาย (คาดว่าน่าจะเมา)
แต่โชคดีหน่อย รถมาพอดีอ่ะ เลยรีบขึ้นรถไป

บ่ายสามกว่าเกือบสี่โมงแล้ว เริ่มรู้สึกเหนื่อย
เริ่มลังเลว่าจะไปไร่อื่นต่อ หรือว่าจะนั่งรถไปถึงสถานีรถไฟดี
แต่คงเพราะแดดร้อนจัด แล้วก็เหนื่อยเกิน เลยตัดสินใจนั่งรถต่อไปจนถึงสถานีรถไฟ

นึกว่าจะได้นั่งในรถสงบ ๆ แต่ที่ไหนได้
พวกวัยรุ่นเค้ากินไวน์กันจนเมา ขึ้นรถเพลงก็แหกปากร้องเพลงกันลั่น
เค้าไม่สนใจหรอกว่าคนบนรถเยอะแยะขนาดไหน พวกเค้ามาก เค้าจะร้องเค้าก็ร้อง
เราจะหนีไปไหนก็ไม่ได้ รถคันไหนก็คงเหมือนกัน เลยต้องทนนั่งต่อไป

5 โมงถึงสถานีรถไฟ นั่งรถไฟอีกครึ่งชั่วโมงถึง Claisebrook
ต้องเดินกลับบ้านอีก เห้อ..............เหนื่อยอ่ะ เหนื่อยมาก
ในใจคิดอย่างเดียวว่า วันนี้จะสนุกกว่านี้ถ้าเรากินไวน์เป็น
ที่ประทับใจจริง ๆ ก็คงเป็น Margaret River Chocolate Factory แล้วก็วิวสวย ๆ ของไร่ไวน์
ครั้งหนึ่งในชีวิต ได้เห็นเท่านี้ก็ถือว่าคุ้มมากมาย

Post Post Post

เมื่อวานได้รับจดหมายจากไปรษณีย์ว่ามีพัสดุส่งมา ให้ไปรับที่ไปรษณีย์
วันนี้เลยคิดว่าตอนกลางวันจะรีบไปรีบกลับ
เพราะไปรษณีย์นั้นมันไม่ได้อยู่ใกล้ออฟฟิศเลย ให้ตายเถอะ

เที่ยงสี่สิบ รีบออกจากออฟฟิศพร้อมด้วย passport จดหมาย แล้วก็ถุงยา
เพราะคิดว่าเค้าคงให้ไปรับยาที่โดนยึด
ตอนแรกเดินไปตามถนน Hay Street แต่พอดูเลขที่แล้ว ต้องเดินอีกไกลอ่ะ ไม่ไหวและ
หา Red CAT นั่งดีกว่า แต่กว่าจะนึกได้ ก็เดินไปเกือบครึ่งทางแล้ว

พอเห็นไปรษณีย์ก็ดีใจ รีบตะกุยตะกายเข้าไปต่อแถว
ไปรษณีย์ที่นี่เค้าทำหลายอย่างมากเลยอ่ะ
ขายเครื่องเขียน รับส่งพัสดุ ขาย pre-paid card ของมือถือ อินเตอร์เน็ต
แล้วก็ยังขายมือถือ pre-paid อีก

รอไม่เกินสองนาที เจ้าหน้าที่ก็เรียก
เราก็ยื่น notice ให้เค้า แล้วเค้าก็ถามถึง passport
พอยื่นให้เค้าก็รีบเดินไปหาจดหมาย
พอเห็นเค้าหยิบมา ก็เอะใจว่าทำไมซองมันเล็กจัง หรือว่ามันจะไม่ใช่ยา
(แล้วมันเป็นไรหว่า งงต่อไป)
เค้าก็ให้เซ็นต์ชื่อรับ แต่คราวนี้มีถามด้วยว่าชื่อ นามสกุลออกเสียงยังไง
มีการบอกอีกว่าแปลกดีเนอะ โอ้ว............ไม่ใช่ชื่อฝรั่งนี่ จะได้เขียนกันสั้น ๆ อ่านง่าย ๆ

รับซองมาก็รีบแกะ แอบฉุน แอบเคืองว่าให้มารับทำไมฟ่ะ มาตั้งไกลให้มารับกระดาษสองแผ่น
คือมันเป็นจดหมายเตือนว่ายาถูกยึด ถ้าจะเอาต้องไปทำคำร้องขอรับยา
(ก็เคยได้แล้ว ซองจดหมายที่แกะก็ใส่จดหมายนี้มาแล้วครั้งนึงนี่)
แล้วอีกแผ่นก็เขียนว่